ข้อความต้นฉบับในหน้า
๖๖
G'S
GY'S
มียอดพระภิกษุใหม่ที่บรรลุธรรมเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เนื่องด้วยมีพระภิกษุจากทั่วสารทิศ
พากันมาสมทบนั่นเอง
เมื่อถึงวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ อันเป็นวันครบกำหนดเดือนที่ ๔ ของการ
จำพรรษา หมู่สงฆ์ก็พากันแวดล้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อประกอบพิธีปวารณาพรรษา
ท่ามกลางคืนจันทร์เพ็ญกระจ่าง ส่องแสงนวลตาทั่วลานกว้างนั้นเอง พระบรมศาสดา
ทรงตรวจดูการบรรลุโลกุตรธรรมของพระภิกษุทั้งหมดในวัดนั้นแล้ว ก็ทรงปลาบปลื้มยินดี
ในหมู่สงฆ์ที่งามสง่าด้วยโลกุตรธรรมยิ่งนัก ตรัสชื่นชมหมู่สงฆ์ที่อยู่ในอาการนิ่งสงบด้วย
ความเคารพในธรรมว่า “ภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้ไม่สนทนากัน บริษัทนี้เงียบเสียงสนทนากัน
ารงอยู่ในสารธรรมอันบริสุทธิ์
ภิกษุสงฆ์บริษัทนี้ เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทที่ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ควรแก่ของ
ต้อนรับ ควรแก่ทักษิณาทาน ควรแก่การทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก
ภิกษุสงฆ์นี้ เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทที่เขาถวายของน้อยแต่มีผลมาก และถวายของมากก็
ยิ่งมีผลมากขึ้น
ภิกษุสงฆ์นี้ เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทที่ชาวโลกยากจะได้พบเห็น ภิกษุสงฆ์นี้ เป็น
เช่นเดียวกันกับบริษัทที่แม้คนผู้เอาเสบียงคล้องบ่าควรเดินทางไปเป็นโยชน์ ๆ เพื่อพบเห็น
เมื่อพระบรมศาสดาตรัสชื่นชมหมู่สงฆ์ด้วยพระภาษิตอันงดงามแล้ว ก็ทรงแจกแจง
ความสง่างามของพระภิกษุที่ประชุมกันในหมู่สงฆ์วันนั้นไปตาม “ระดับของความรู้ชัดใน
โลกุตรธรรม” ซึ่งแบ่งออกเป็น ๑๘ ประเภท ดังต่อไปนี้
๑. มีพระอรหันต์อยู่ในหมู่สงฆ์
"ภิกษุทั้งหลาย ในภิกษุสงฆ์นี้ มีภิกษุผู้เป็นอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว
หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ในหมู่สงฆ์นี้ก็มีภิกษุแม้เช่นนั้นอยู่
๒. มีพระอนาคามีอยู่ในหมู่สงฆ์
“ในหมู่ภิกษุสงฆ์นี้ มีภิกษุผู้เป็นอนาคามี เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ จะเกิด
เป็นโอปปาติกะ จะปรินิพพานในโลกนั้น ๆ ไม่กลับมาจากโลกนั้นอีกเป็นธรรมดา ในหมู่
ภิกษุสงฆ์นี้ก็มีภิกษุแม้เช่นนั้นอยู่
๓. มีพระสกิทาคามีอยู่ในหมู่สงฆ์
“ในหมู่ภิกษุสงฆ์นี้ มีภิกษุผู้เป็นสกทาคามี เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ และเพราะทำราคะ
โทสะ โมหะ ให้เบาบาง จะกลับมายังโลกนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
5 อานาปานัสสติสูตร, ม.อุ ๑๔/๑๔๖/๑๘๕ (มจร.)
6 อานาปานัสสติสูตร, ม. ๑๔/๑๔๗/๑๘๕-๑๘๗ (มจร.)