ข้อความต้นฉบับในหน้า
สำหรับพระธาตุ หรือพระบรมสารีริกธาตุนั้น
เป็นส่วนหนึ่งของพระสรีระของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นวัตถุธาตุอันบริสุทธิ์ที่เป็นมงคลและหาได้ยาก
ยิ่งในภพสาม ท่านผู้รู้ท่านเรียกว่า เป็นบรมธาตุที่
สำเร็จด้วยพุทธานุภาพ คือเป็นธาตุเป็น ที่สามารถ
เสด็จไปมาเองได้ ลอยไปก็ได้ เปล่งแสงเองก็ได้
หรือแตกตัวแบ่งแยกองค์ก็ได้ บ้างก็เสด็จไปอยู่กับ
ผู้มีบุญญาบารมี ที่มีจิตเลื่อมใสอย่างยิ่งใน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ได้หมั่นบูชาพระธาตุ
อยู่เสมอ ทั้งอามิสบูชา คือบูชาด้วยดอกไม้ของหอม
และก็เป็นผู้มีศีลมีธรรมที่หมั่นปฏิบัติบูชา อันเป็น
การบูชาอย่างสูงสุดต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ทรงเคยตรัสอานิสงส์โดยย่อกับ
ผู้ที่มีปกติบูชาอย่างนี้ว่า "เมื่อบุคคลมีจิตเลื่อมใส
บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ
กายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์” นั่นหมายถึง
ว่าการบูชาพระพุทธองค์ หรือสิ่งที่เนื่องกับพระองค์
ท่าน จะทำให้ได้รับอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ สามารถ
ปิดอบายไปสวรรค์ได้ ไม่ว่าพระองค์จะทรงมี
พระชนม์ชีพอยู่หรือไม่ก็ตาม ตราบใดที่เรายังมีจิต
เลื่อมใสได้บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตราบนั้นก็
ย่อมจะได้รับอานิสงส์อันไม่มีประมาณเสมอเหมือนกัน
แม้ว่าพระองค์จะดับขันธปรินิพพานนานแล้ว
แต่พระธรรมคำสอนยังคงอยู่เป็นศาสดาแทน
พระองค์ และพุทธปฏิมากรก็ยังมีให้เห็นอยู่
เป็นตัวแทนของพระองค์ แล้วพระองค์ท่านยัง
ได้มอบพระธาตุเป็นสิ่งแทนพระองค์ให้คนรุ่นหลัง
ได้กราบไหว้บูชา จะได้ก่อเกิดบุญกุศล สิ่งนี้ถือเป็น
พุทธประสงค์ ที่จะให้ผู้มีบุญที่มาเกิดในภายหลังได้
เกิดศรัทธาประสาทะ และน้อมระลึกนึกถึงพระคุณ
อันไม่มีประมาณ รวมทั้งมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่
ของพระองค์ ในการสร้างบารมีอย่างยิ่งยวดจนเต็ม
เปี่ยมบริบูรณ์มาตลอดระยะเวลา ๒๐ อสงไขย
กับแสนมหากัป เพื่อจะได้เป็นกำลังใจในการสร้าง
บารมีของมวลมนุษยชาติทั้งหลาย อีกทั้งยังจะได้
เจริญพุทธานุสติ เพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพานตาม
พระองค์ไปด้วย และเหตุผลอีกประการหนึ่งที่สำคัญ
ก็เพื่อให้ศาสนาของพระองค์ดารงตั้งมั่นอยู่ได้ยาวนาน
นอกจากพระบรมธาตุแล้ว ยังมีสิ่งอื่นอีก อาทิ
เช่น พระเขี้ยวแก้ว เป็นต้น ในปฐมสมโพธิได้กล่าว
เอาไว้ว่า พระเขี้ยวแก้วได้ถูกเทวดาอัญเชิญไป
ประดิษฐานไว้ที่พระมหาจุฬามณี บนสวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์ ส่วนพระรากขวัญและพระอุณหิสในส่วน
กรอบหน้า พรหมได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่
ทุสสเจดีย์ ในพรหมโลก เพื่อให้ชาวสวรรค์และ
พรหมโลกได้กระทำสักการบูชา ซึ่งตามปกติจะมี
การเวียนประทักษิณกันทุกวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ หรือ
ในทุกวันพระใหญ่
สําหรับพระธาตุในส่วนอื่นๆ ก็แตกองค์ออก
เป็นองค์เล็กๆ ขนาดเมล็ดข้าวสารหัก เมล็ดพันธุ์
ผักกาด หรือเมล็ดถั่วแตก ที่มีสีขาวดุจสังข์ขัด
หรือสีเหมือนดอกมะลิตูม บ้างก็ใสเหมือนแก้วมุกดา
บ้างก็สีเหมือนทองอุไร ในปัจจุบันนี้พระธาตุได้
กระจัดกระจายกันไปอยู่ตามที่อันควร และก็
ประดิษฐานอยู่ตามพระธาตุเจดีย์ต่าง ๆ มีทั้งใน
ประเทศไทย พม่า จีน และศรีลังกา เป็นต้น
ซึ่งในภาคบ่ายนี้ เราก็จะได้อัญเชิญพระธาตุ
น้อมบรรจุลงบนพระเศียรขององค์พระปฏิมากร
ทุกๆ องค์ ที่ตั้งอยู่บนแท่นสีแดงในสภานี้ แล้วเรา
ก็จะได้พร้อมใจกันน้อมไปถวายเป็นพุทธบูชา
ด้วยการปฏิบัติบูชาตามหลักวิชา เพื่อให้เป็นทางมา
แห่งบุญใหญ่ของเราทุกๆ คน