ข้อความต้นฉบับในหน้า
๙๔
คุณไปต่อคิวใหม่ก็แล้วกัน” ให้ย้ายไปต่อแถวหลังสุด
ก็ต้องยอมไปต่อคิวใหม่ เพราะนึกไม่ออกว่าตัวเอง
ชื่ออะไร ตอนนั้นเป็นนักฟิสิกส์ชั้นหนึ่งแล้ว ยังเป็น
อย่างนี้เลย เป็นตัวบอกเลยว่า เมื่อไอน์สไตน์คิด
เรื่องอะไรแล้วละก็ ทุ่มไปทั้งตัวทั้งใจ ใจจดจ่อ
อย่างอื่นทิ้งหมดเลย ขนาดชื่อตัวเองกะทันหัน
ยังนึกไม่ออกเลยว่าชื่ออะไร
แต่คนส่วนใหญ่มักจะเป็นลักษณะคิดอะไร
ทำอะไรฉาบฉวย ยังไม่ได้เอาจริง อันนั้นนิด อันนี้
หน่อย ถ้าเราอยากจะค้นพบสิ่งที่สำคัญ อยากจะ
...คนส่วนใหญ่มักจะเป็นลักษณะ
คิดอะไร ทำอะไรฉาบฉวย ยังไม่ได้
เอาจริง อันนั้นนิด อันนี้หน่อย ถ้า
เราอยากจะค้นพบสิ่งที่สำคัญ
อยากจะเป็นอัจฉริยะอย่างไอน์สไตน์
เราต้องทุ่มอย่างไอน์สไตน์ จดจ่อมี
สมาธิ...
เป็นอัจฉริยะอย่างไอน์สไตน์ เราต้องทุ่มอย่าง
ไอน์สไตน์ จดจ่อมีสมาธิ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้
พวกเราทำอะไรแล้วลืมชื่อตัวเองไปเลย ไม่ต้องถึง
ขนาดนั้น แต่อย่างน้อยก็จะต้องเอาจริงเอาจัง มีใจ
จดจ่อ มีสมาธิตั้งมั่น แล้วเราจะเอาศักยภาพในตัว
เราเองมาใช้ได้อย่างเต็มที่
ลองสังเกตเด็กเกิดใหม่ ตาเขาจะลืมโพลง
ตาแป๋วเลย คือเขาจะอยากรู้อยากเห็นสิ่งรอบตัวไป
หมดทุกอย่าง แล้วพยายามสังเกต เอ๊ะ...คุณแม่
พูดอย่างนี้ ขยับปากอย่างนี้ มีเสียงออกมาอย่างไร
มีเสียงอย่างนี้แล้วคนอื่นมีปฏิกิริยาอย่างไร ค่อยๆ
สังเกต เด็กก็จะค่อยๆ จับได้ว่า อ๋อ..คำว่าแม่
นี่คือคำเรียกแม่ ออกเสียงว่าแม่เมื่อไร แม่หัน
ออกเสียงว่าพ่อเมื่อไร พ่อหัน ค่อยๆ เรียนรู้ ใน
เวลาเพียงแค่ ปี สองปี เด็กเรียนรู้อะไรได้มากมาย
เราเองไปเข้าโรงเรียนภาษา จะฝึกภาษา ปี สองปี
บางทียังพูดไม่ค่อยคล่องเลย เด็ก ๆ พูดได้เป็น
ธรรมชาติมากกว่า เพราะว่าเขาพร้อมจะเรียนรู้
ทุกอย่าง
ฉะนั้น ถ้าเรามีความพร้อมในการเรียนรู้ เรา
จะเรียนรู้อะไรได้เยอะแยะ แต่เมื่อไรเราปิดใจตัวเอง
นึกว่าเรารู้มากแล้ว อัตราการเรียนรู้ของเรา การ
ฝึกของเราจะลดลงไปทันทีเลย ฉะนั้นให้เรารักษา
สภาพใจของเราให้เหมือนเด็ก ตื่นตัว ใจเปิด
พร้อมจะเรียนรู้ตลอดเวลา
ประการที่ ๓ วิธีการฝึกตัวเองให้เป็นอัจฉริยะ
จะต้องไม่ดูเบาหรือดูหมิ่นคนอื่น มีตัวอย่างมาแล้ว
ในครั้งพุทธกาลมีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อพระจุฬปันถก
พระพี่ชายชื่อพระมหาปันถูก ท่านเป็นพระอรหันต์
แล้ว ก็เลยมาชวนน้องชายไปบวช ตั้งใจจะสอน
น้องให้เป็นพระอรหันต์ตามมาด้วย ปรากฏว่า