ข้อความต้นฉบับในหน้า
66
ในขณะนั้นท่านต้องการที่จะไปจำพรรษาที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง เพราะต้องการ
จะตอบแทนพระคุณของเจ้าอธิการชุ่ม (เจ้าอาวาสวัดโบสถ์บน บางคูเวียง ในสมัยนั้น)
ซึ่งเคยถวายคัมภีร์มูลกัจจายน์และคัมภีร์พระธรรมบทให้ท่านได้เรียนพระปริยัติธรรม ด้วย
การช่วยแสดงธรรมให้แก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ในวัด ท่านจึงกราบลาท่าน
เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เข้ม) เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ เดินทางไปจำพรรษา
ที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง ในพรรษาที่
๑๒
เมื่อถึงกลางพรรษา ท่านก็มีความคิดว่า “ในเมื่อเราตั้งใจจริง ๆ ในการบวช จำเดิม
อายุ ๑๙ ปี เราปฏิญาณตนบวชจนตาย ขออย่าให้ตายในระหว่างก่อนบวช บัดนี้ก็ได้บอกลา
มาถึง ๑๕ พรรษา” ย่างเข้าพรรษานี้แล้ว ก็พอแก่ความประสงค์ของเราแล้ว บัดนี้ของจริง
ของแท้ที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเห็นเรายังไม่ได้บรรลุ ยังไม่รู้ไม่เห็น สมควรแล้วที่จะต้อง
กระทำอย่างจริงจัง" (ตั้งแต่อายุ ๑๙ ปี)
หากยังไม่ได้ยินเสียงกลองเพล
จะไม่ยอมลุกจากที่ เมื่อตั้งใจดังนั้นแล้ว
ก็หลับตาภาวนา 'สัมมา อะระหัง” ไปเรื่อย
จนกระทั่งความปวดเมื่อยและอาการเหน็บชา
ๆ
ค่อย ๆ เพิ่มทีละน้อย ๆ และมากขึ้นจนมีความรู้สึก
ว่ากระดูกทุกชิ้นแทบจะระเบิดหลุดออกมาเป็นชิ้น ๆ ๆ ๆ
ในวันขึ้น
ๆ
๑๕
ค่ำ เดือน ๑๐ ปี พ.ศ. ๒๔๖๐) เมื่อกลับจากบิณฑบาตแล้ว พระเดช
พระคุณหลวงปู่ก็เข้าไปนั่งสมาธิเจริญภาวนาในพระอุโบสถ ขณะนั้นเวลาประมาณแปด
โมงเศษ ท่านเริ่มทำความเพียร โดยตั้งใจว่า หากยังไม่ได้ยินเสียงกลองเพลจะไม่ยอม
ลุกจากที่ เมื่อตั้งใจดังนั้นแล้วก็หลับตาภาวนา “สัมมา อะระหัง” ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง
ความปวดเมื่อยและอาการเหน็บชาค่อย ๆ เพิ่มทีละน้อย ๆ และมากขึ้นจนมีความรู้สึกว่า
กระดูกทุกชิ้นแทบจะระเบิดหลุดออกมาเป็นชิ้น ๆ จนเกือบจะหมดความอดทน ความ
กระวนกระวายใจก็ตามมา ท่านรำพึงในใจว่า "เอ...แต่ก่อนเราไม่เคยรู้สึกเช่นนี้เลย พอ
ตั้งสัจจะลงไปว่า ถ้ากลองเพลไม่ดังจะไม่ลุกจากที่ เหตุใดมันจึงเพิ่มความกระวนกระวายใจ
มากมายอย่างนี้ ผิดกว่าครั้งก่อน ๆ ที่นั่งภาวนา เมื่อไรหนอกลองเพลจะตั้งสักที” คิดไป
จิตก็ยิ่งแกว่งและซัดส่ายมากขึ้น จนเกือบจะเลิกนั่งหลายครั้ง แต่เมื่อได้ตั้งสัจจะไปแล้ว
ท่านก็ทนนั่งต่อไป ในที่สุดใจก็ค่อย ๆ สงบลงทีละน้อย แล้วรวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็น
เป็นดวงใสบริสุทธิ์ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ ในใจชุ่มชื่นเบิกบานอย่างบอกไม่ถูก
๑๐๐ อยู่ในบุญ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘