สาระสำคัญพระธรรมเทศนา สาระสำคัญ พระธรรมเทศนา หน้า 223
หน้าที่ 223 / 250

สรุปเนื้อหา

พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) 211 เรายังไม่เห็นธรรมกาย เราก็เริ่มจากวางใจไว้ที่กลางกายมนุษย์ ณ ตำแหน่งศูนย์กลาง กาย ฐานที่ ๗ หยุดถูกส่วนก็จะเห็นดวงใสไปเป็นลำดับ ดวงเหล่านี้ถ้าแยกคร่าวๆ ออกไปก็เป็น ดวงศีล เป็น สมมาวาจา สมมากมฺมนฺโต สมมาอาชีโว ดวงสมาธิ เป็นเนื้อหนังของสมาธิ อยู่ใน สมมาวายาโม สมมาสติ สมมาสมาธิ ดวงปัญญา แยกเป็น สมมาทิฏฐิ สมมาสงฺกปฺโป รวมเป็นอริยมรรค ๘ ต้องเข้ากลางมาทางนี้ให้ถูกส่วน จนเห็นกายต่างๆ ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กาย พรหม กายอรูปพรหม (ทั้งหยาบและละเอียด) จนถึงกายธรรม กายที่ ๙ ซึ่งเป็นตัวพระตถาคต เป็น พุทธรัตนะ ที่ยังเป็นโคตรภู ไม่ใช่ชั้นพระอริยบุคคล ธรรมดวงที่รักษากายต่างๆ ไว้ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายธรรมอรหัต คือธรรมรัตนะ เมื่อเรา เข้าไม่ถึงธรรมดวงนี้ ก็เข้าถึงกายต่า

หัวข้อประเด็น

- สาระสำคัญพระธรรมเทศนา

ข้อความต้นฉบับในหน้า

พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) 211 เรายังไม่เห็นธรรมกาย เราก็เริ่มจากวางใจไว้ที่กลางกายมนุษย์ ณ ตำแหน่งศูนย์กลาง กาย ฐานที่ ๗ หยุดถูกส่วนก็จะเห็นดวงใสไปเป็นลำดับ ดวงเหล่านี้ถ้าแยกคร่าวๆ ออกไปก็เป็น ดวงศีล เป็น สมมาวาจา สมมากมฺมนฺโต สมมาอาชีโว ดวงสมาธิ เป็นเนื้อหนังของสมาธิ อยู่ใน สมมาวายาโม สมมาสติ สมมาสมาธิ ดวงปัญญา แยกเป็น สมมาทิฏฐิ สมมาสงฺกปฺโป รวมเป็นอริยมรรค ๘ ต้องเข้ากลางมาทางนี้ให้ถูกส่วน จนเห็นกายต่างๆ ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กาย พรหม กายอรูปพรหม (ทั้งหยาบและละเอียด) จนถึงกายธรรม กายที่ ๙ ซึ่งเป็นตัวพระตถาคต เป็น พุทธรัตนะ ที่ยังเป็นโคตรภู ไม่ใช่ชั้นพระอริยบุคคล ธรรมดวงที่รักษากายต่างๆ ไว้ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายธรรมอรหัต คือธรรมรัตนะ เมื่อเรา เข้าไม่ถึงธรรมดวงนี้ ก็เข้าถึงกายต่างๆ ไม่ได้ สังฆรัตนะ ก็คือ ธรรมกายละเอียด ที่อยู่ในดวงธรรมของธรรมกาย พระอรหันต์ท่านพบ ธรรม กายเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า ธรรมกายนั้นก็ถือเป็นสังฆรัตนะเช่นกัน เมื่อเข้าถึงธรรมกาย เราจึงทราบว่า :- กายธรรม มีญาณเป็นจกขุกรณี กระทำให้เห็นเป็นปกติ คือ เห็นตามถูก รู้ตามถูก สิ่งใดสุข ก็ว่าเป็นสุข ไม่ใช่กายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม ที่ไม่สงบจึงเห็นไม่ปกติ เพราะยัง ไม่มีญาณ ยังเห็นของไม่จริงเป็นจริง ที่ไม่สวยงามก็ว่าสวยงาม เป็นต้น เมื่อมีญาณ ย่อมรู้ชัดเหมือนเวลากลางวัน เรียกว่า “อภิญญาย” แปลว่า “รู้ยิ่ง” คือ รู้ยิ่ง กว่ากายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหม ( ๘ กายในกามภพ ) มีญาณ เรียกว่าเป็น “สมโพธาย” แปลว่า “รู้พร้อม” ไม่มีสิ่งใดที่ไม่รู้ กายธรรมเมื่อเข้าถึงแล้วสงบ เรียกว่า “อุปสมาย” “นิพฺพานาย” เพื่อที่จะไปนิพพานอย่างเดียว ทาง ๒ ทางที่พระพุทธเจ้าทรงเตือนไม่ให้ไป คือ ๑. กามสุขัลลิกานุโยค คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยกาม ๒. อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนเปล่า ได้แก่การทรมานต่างๆ “เราจะต้องทำใจของตนให้หยุดเสมอ ให้ถูกส่วนเข้า พอหยุดถูกส่วนเข้า ก็เห็นดวงใส เราจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์ คือ ยึดพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ เป็นที่พึ่ง “ถ้าไม่เข้าถึง จะปฏิบัติศาสนาสักโกฏิชาติก็ไม่อาจสามารถรู้รสศาสนาได้ จะ ปฏิบัติไปสักเท่าใดก็ตาม ก็เหมือนกับคนไม่รู้จักเบญจโครสในน้ำนมสด คือไม่รู้ ว่ารสเป็นอย่างไร ? เป็นแต่คล้ายๆ กับคนรับจ้างเขาเลี้ยงโค พอเลี้ยงเสร็จแล้ว เวลาเย็นก็ไล่โคกลับ รับเอาค่าจ้างที่เลี้ยงไปเท่านั้นเท่านี้ ส่วนน้ำนมโคไม่ได้ รับประทาน เจ้าของเขาเอาไป”
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More