สาระสำคัญพระธรรมเทศนา สาระสำคัญ พระธรรมเทศนา หน้า 64
หน้าที่ 64 / 250

สรุปเนื้อหา

52 สาระสำคัญพระธรรมเทศนา เช่น อายตนะของทิพย์ (สวรรค์ 5 ชั้น) อายตนะที่ทรามลงไป ก็เป็นกำเนิดของสัตว์เดรัจฉาน อสุรกาย เปรต นรก (อบายภูมิทั้ง ๔) ประกอบด้วยนรก 8 ขุมใหญ่ ขุมหนึ่งๆ มีอุสสทนรกเป็น บริวารล้อมรอบ ๔ ด้าน ๆ ละ ๔ ขุม เป็น ๑๖ ขุม และมียมโลกนรก 4 ทิศๆ ละ ๑๐ ขุมเป็น ๔๐ ขุม รวมนรก ๔๕๖ ขุม ใครทำดีชั่วอย่างไร อายตนะดึงดูดไปเกิดมาเกิดในภพภูมินั้นๆ ตาธรรมกายเห็นว่า สัตว์โลกติดอยู่ เพราะอายตนะเหล่านี้ เห็นทีเดียวว่าใครทำให้เกิด “ตัณหานี่แหละเป็นแดนให้เกิดพร้อมทีเดียว” ทุกข์ สมุปปาท์ ตัณหา ตัณหา คืออะไร ? กามตัณหา อยากได้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อายตนะของกามตัณหานำไปสู่อบายภูมิทั้ง ๔ มนุษย์ สวรรค์ ๖ ชั้น ภวตัณหา ติดสุขในฌาน ๔ ดวง เป็นเหตุให้เกิดในรูปภพ ๑๖ ชั้น วิภวตัณหา เมื่อไม่พบศาสนาของพระบรม

หัวข้อประเด็น

- สาระสำคัญพระธรรมเทศนา

ข้อความต้นฉบับในหน้า

52 สาระสำคัญพระธรรมเทศนา เช่น อายตนะของทิพย์ (สวรรค์ 5 ชั้น) อายตนะที่ทรามลงไป ก็เป็นกำเนิดของสัตว์เดรัจฉาน อสุรกาย เปรต นรก (อบายภูมิทั้ง ๔) ประกอบด้วยนรก 8 ขุมใหญ่ ขุมหนึ่งๆ มีอุสสทนรกเป็น บริวารล้อมรอบ ๔ ด้าน ๆ ละ ๔ ขุม เป็น ๑๖ ขุม และมียมโลกนรก 4 ทิศๆ ละ ๑๐ ขุมเป็น ๔๐ ขุม รวมนรก ๔๕๖ ขุม ใครทำดีชั่วอย่างไร อายตนะดึงดูดไปเกิดมาเกิดในภพภูมินั้นๆ ตาธรรมกายเห็นว่า สัตว์โลกติดอยู่ เพราะอายตนะเหล่านี้ เห็นทีเดียวว่าใครทำให้เกิด “ตัณหานี่แหละเป็นแดนให้เกิดพร้อมทีเดียว” ทุกข์ สมุปปาท์ ตัณหา ตัณหา คืออะไร ? กามตัณหา อยากได้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อายตนะของกามตัณหานำไปสู่อบายภูมิทั้ง ๔ มนุษย์ สวรรค์ ๖ ชั้น ภวตัณหา ติดสุขในฌาน ๔ ดวง เป็นเหตุให้เกิดในรูปภพ ๑๖ ชั้น วิภวตัณหา เมื่อไม่พบศาสนาของพระบรมศาสดา ก็เข้าใจเองว่า อรูปภพทั้ง ๔ เป็นนิพพาน จึงติดอยู่แค่นี้ ตาธรรมกายมองเห็นหมด ทั้งฌาน ทั้งรูปพรรณสัญฐานของตัณหาว่า ถ้าละตัณหาไม่ได้ จะ หลุดพ้นไม่ได้ เข้าสมาบัติตรวจทบทวนทุกประการว่า ต้องละตัณหานี้ให้ได้ เราจะละกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา อย่างไร ? วิธีละตัณหา : ใจต้องหยุด หยุดที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ผ่านดวงต่างๆ ทั้ง 5 ดวง สลับ กายต่างๆ จนถึงกายธรรมอรหัตละเอียด เข้าถึงแล้วหลุดหมดทั้ง ๓ ตัณหา ถึงพระนิพพานเป็นที่ดับ แห่งทุกข์ แต่ละชั้นของธรรมกาย เดินสมาบัตินิ่งอยู่ในฌานทั้งหลายแบบเดียวกัน เห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ครบ ๔ ก็ปล่อยเข้ากายต่อไปจนถึงกายอรหัตละเอียด หมดกิเลสเป็นสมุทเฉทปหาน เรียกว่า สำเร็จโสฬสกิจ คือ เสร็จกิจ ๑๖ ไม่ตกกันดารเรียกว่านิพพานก็ได้ เสร็จกิจ ๑๖ คือ ทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ในกายมนุษย์ ๔ กายทิพย์ ๔ กายรูป พรหม ๔ กายอรูปพรหม ๔ รวมเป็น ๑๖ นี้เสร็จกิจทางพุทธศาสนา ทางพระอรหัตแค่นี้ ปริยัติเป็น ตอนต้น เดินสมาบัตินั้นเป็นปฏิบัติแท้ๆ เมื่อเข้าถึงกายธรรมพระโสดาก็เริ่มเป็นปฏิเวธ ไปเป็นลำดับ ศาสนาจึงมี ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ถ้าเข้าไม่ถูกก็เอาอะไรไม่ได้ “ถึงอายุจะแก่ปานใด จะโง่เขลาเบาปัญญาปานใด ถ้าเข้าถึงทุกขสัจ สมุทัย สัจ นิโรธสัจ มรรคสัจไม่ได้ ดังแสดงมาแล้วนี้ จะปฏิบัติศาสนาเอาเรื่องเอาราวไม่ ได้ ถ้าว่าคนละโมฆชินโณ แก่เปล่า เอาอะไรไม่ได้ เอาเรื่องไม่ได้ เหตุนี้แหละทาง พุทธศาสนาจึงนิยมนับถือนักในเรื่องสัจธรรมทั้ง ๔ นี้” ธรรมกายเป็นผู้เห็น เป็นผู้รู้ ทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ นี่แหละเป็นธรรมสำคัญ ในพุทธศาสนา มาอาศัยธรรมอันนี้เป็นที่พึ่งแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More