ข้อความต้นฉบับในหน้า
พุทธบริษัท
9กับการเข้าพรรษา
“อนุชานามิ ภิกฺขเว วสุสาน วัสส์ อุปคนตุนุติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นับแต่นี้ไปเราอนุญาตให้จำพรรษาในฤดูฝน”
(วินัยปิฎก)
การอยู่จ่าพรรษา หมายถึง การที่พระภิกษุ
เริ่มพำนักอยู่ในอารามระหว่างฤดูฝนโดยไม่ไปค้าง
แรมที่อื่น กำหนดตั้งแต่วันแรม
ค่ำ เดือน
ถึงวันขึ้น ๑๕ เดือน ๑๑ ยกเว้นแต่เหตุจำเป็น เช่น
ไปรักษาศรัทธาญาติโยม เป็นต้น ทรงอนุญาตให้
ไปได้ภายใน ๗ วัน หรือที่เรียกว่า “สัตตาหกรณียะ
การเข้าพรรษา โดยทั่วไปมักเข้าใจกันว่าจำกัด
สำหรับพระเท่านั้น ซึ่งความจริงแล้วเป็นเรื่องของ
พุทธบริษัททุกท่านที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะการ
ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องของชาวพุทธทุกคน ย่อมมีผล
ต่อความเจริญงอกงามของพระพุทธศาสนา
กิจวัตรของพระช่วงเข้าพรรษา
กิจวัตรหลักของพระภิกษุสงฆ์ ท่านมุ่งจรรโลง
พระพุทธศาสนา รักษาพระธรรมวินัย และบำเพ็ญ
ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติธรรม
ฝึกฝนตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้เป็นเนื้อนาบุญ
อันเลิศให้กับญาติโยมนั่นเอง
ในสมัยพุทธกาล ท่านพระมหาปาละพร้อม
ด้วยเพื่อนสหธรรมิก ๖๐ รูป ก่อนเข้าพรรษา ได้
กราบทูลลาพระบรมศาสดาไปจำพรรษาในเขตชนบท
ครั้นถึงวันเข้าพรรษา พระมหาปาละได้ให้โอวาท
แก่ภิกษุสงฆ์ว่า "ท่านผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย
พวกเราเรียนกรรมฐานมาจากพระพุทธเจ้าแล้ว
ควรเร่งประกอบความเพียรในขณะที่พระพุทธองค์
ยังทรงมีพระชนม์อยู่ จึงจะได้ชื่อว่า เป็นพุทธบุตร
อย่างแท้จริง ขึ้นชื่อว่าอุบายทั้งสี่ เป็นเช่นกับเรือน
ของบุคคลผู้ที่ประมาทแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงเป็น
ผู้ไม่ประมาทเถิด ส่วนตัวท่านเองนั้น ก็จะปรารภ
ความเพียรด้วยอิริยาบถสามเท่านั้น คือ ยืน เดิน นั่ง
แต่จะไม่นอนตลอดไตรมาส”
ภิกษุสงฆ์รับฟังโอวาทของท่านแล้ว จากนั้นก็
แยกย้ายกันไปปฏิบัติธรรมตามลำพัง ฝ่ายพระเถระ
ได้เริ่มปรารภความเพียร โดยไม่ยอมนอนตามที่
ตั้งใจไว้ ครั้นเวลาผ่านไป ๑ เดือน ท่านเกิดอาการ
เคืองตา น้ำตาได้ไหลออกจากเบ้าตาทั้ง ๒ ข้าง
ตลอดเวลา แม้หมอจะขอร้องให้ท่านนอนหยอดตา
ท่านก็ไม่ยอม โดยสอนตนเองว่า “จักษุที่ถือว่าเป็น
ของเราจงเสื่อมไปเถิด หูและกายก็เช่นเดียวกัน
แม้สรรพสิ่งอันอาศัยกายนี้ ก็จงเสื่อมไปเถิด แต่เรา