ข้อความต้นฉบับในหน้า
50
...ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปสู่ห้องดับจิต ทุกคนก็เกิดอาการขนลุกซู่ชูชัน พยาบาล
ทั้งสองคนที่นำเข้าไปดู ขยี้ตาตัวเอง ก่อนจะถามว่า “ทุกคนเห็นไหม นั่นน่ะ
ตรงหัวเตียงของเด็ก มีพระภิกษุห่มจีวรสีเหลืองส้มยืนอยู่ตรงนั้น”...
เหตุการณ์อัศจรรย์อย่างหนึ่งเกิดขึ้น
เรื่องของเรื่องก็เป็นอย่างนี้เจ้าค่ะ เมื่อปี ๒๔๙๔
ขณะตัวลูกมีชีวิตได้ ๑๓ เดือน ตอนนั้นป้าทั้งสอง
ซึ่งครองตนเป็นโสดทั้งคู่ ท่านมีความสุขกับการเลี้ยง
หลานเป็นอย่างมาก ผลัดกันดูแล ไกวเปลเห่กล่อม
อย่างอารมณ์ดี ในเย็นวันหนึ่ง หลังจากป้ารองทำ
หน้าที่ร้องเพลงกล่อมหลานแล้ว ป้าก็ชะโงกหน้ามา
ดูผลการทำงานว่า หลานหลับแล้วหรือยัง ก็เห็นว่า
ตัวลูกกําลังหายใจสะดุด อึกอัก ๆ คุณป้าก็รีบอุ้ม
ออกจากเปล ร้องเรียกป้าใหญ่และคุณยายให้มาดู
จังหวะนั้นคุณพ่อ คุณแม่กลับเข้ามาพอดี จึงรีบพา
กันนำส่งโรงพยาบาลศิริราช ตอนนั้นลูกหมดสติไป
แล้ว หมอตรวจดูอาการก็ทราบโดยทันทีว่าเป็นโรค
คอตีบ พร้อมกับส่ายหน้าบอกว่า โรงพยาบาลคงไม่
สามารถรับไว้ได้ เพราะเครื่องมือไม่พร้อม โดยแนะนำ
ให้ไปที่โรงพยาบาลมิชชั่น พอถึงโรงพยาบาลมิชชั่น
บรรดาหมอทั้งหลายก็ได้ระดมพลช่วยกันผ่าตัด เพื่อ
ใส่ท่อออกซิเจนในคอช่วยในการหายใจ คุณป้าเล่าว่า
ขณะนั้นตาของลูกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำข้าวแล้ว
ชื่อลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่รู้สึกตัว หมอพยายามที่จะ
ผายปอดยื้อชีวิตลูกอย่างสุดฤทธิ์ แต่ก็ไร้ผล พอทุกคน
แน่ใจว่าลูกตายแน่แล้ว หมอก็เข็นร่างที่ไร้วิญญาณ
ของลูกไปฝากไว้ในห้องดับจิต
ในขณะที่พ่อ แม่และคุณป้าน้ำตาไหลพรากๆ
ป้ารองของลูกท่านได้สติ บอกทุกคนว่า “พวกเรา
นึกถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำกันเร็วเข้า นึกอธิษฐานจิต
ให้ท่านช่วย” แล้วทุกคนก็พร้อมใจกัน ประนมมือ
อธิษฐานจิตถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ และป้ารองก็รีบ
ขึ้นรถตรงไปที่วัดปากน้ำ ขอพบหลวงพ่อ ทั้งๆ ที่
เป็นยามวิกาลแล้ว แต่ท่านก็เมตตาให้เข้าพบ คุณป้า
เล่าอาการของลูกให้ท่านฟังด้วยเสียงสะอื้นและร้อนรน
ท่านก็บอกว่า “เอ็งไม่ต้องตกใจ แล้วข้าจะช่วย” ท่าน
พูดง่ายๆ สั้นๆ แค่นี้ แล้วก็ไล่คุณป้าให้รีบกลับไป
โรงพยาบาล ป้าก็ยังอุตส่าห์บอกอีกว่า "ถ้าหลานหาย
จะยกให้เป็นลูกสาวของหลวงพ่อ” ท่านก็บอกว่า
“เออๆ เอ็งรีบกลับไปโรงพยาบาลเร็วๆ เถอะ”
พอกลับไปถึงโรงพยาบาล ป้าก็รายงานให้
ทุกคนฟังว่าได้พบหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว ท่านบอก
พอตกดึกหมอก็บอกให้ทุกคนกลับบ้าน เพราะ ว่าจะช่วย แต่ญาติๆ ก็บอกว่า “จะช่วยได้อย่างไร
ไม่มีระเบียบให้ญาติพักค้างได้ ป้าใหญ่ก็บอกให้ ในเมื่อเขาเอาหลานเข้าห้องดับจิตแล้ว” ป้าจึงทำตา
ทุกคนกลับบ้าน แต่ตัวป้าเองแอบหมอย่องเข้าไป ละห้อยเดินไปหาพยาบาล แล้วบอกว่า “ฉันขอดู
นอนซุกอยู่ใต้เตียง เผื่อว่าถ้าหลานเป็นอะไรจะได้
เรียกหมอทัน รุ่งเช้าอาการของลูกก็ยังไม่ดีขึ้น
ตกดึกอาการเข้าขั้นโคม่า ไม่รู้สึกตัวเลย แม่และ
หลายๆ คน พยายามโบกมือไปมาที่หน้า พร้อมเรียก
หน้าหลานสาวเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม แม้จะหมด
ลมหายใจไปแล้วก็ตาม” พยาบาลก็สงสารจึงพา
เข้าไปในห้องดับจิตอีกครั้ง ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป
สู่ห้องดับจิต ทุกคนก็เกิดอาการขนลุกซู่ชูชัน พยาบาล