ข้อความต้นฉบับในหน้า
ใจเริ่มตามมา
“เอ... แต่ก่อนเราไม่เคยรู้สึกเช่นนี้เลย พอตั้งสัจจะลงไปว่าถ้า
กลองเพลไม่ดังจะไม่ลุกจากที่ เหตุใดมันจึงเพิ่มความกระวนกระวาย
ใจมากมายอย่างนี้ ผิดกว่าครั้งก่อนๆ ที่นั่งภาวนา เมื่อไหร่หนอกลอง
เพลจึงจะดังสักที”
คิดไปจิตก็ยิ่งแกว่งซัดส่ายหนักเข้า เกือบจะเลิกนั่งก็หลายครั้ง แต่
เมื่อได้ตั้งสัจจะลงไปแล้ว จะแพ้ไม่ได้ เมื่อกายไม่สงบ จิตใจจะไป
สงบได้อย่างไร ในที่สุดก็อดทนนั่งต่อไป ใจเริ่มค่อยสงบทีละน้อย
เพราะไม่แวบไปเกาะที่ปวดเมื่อย
“ช่างมันปะไร มันเป็นเรื่องของสังขาร”
ในที่สุดใจก็หยุดเป็นจุดเดียวกันเห็นเป็นดวงใส บริสุทธิ์ขนาดเท่า
ฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ใจสบายอย่างบอกไม่ถูก
ความปวดเมื่อยหายไปไหนไม่ทราบ ก็พอดีกลองเพลดังกังวานขึ้น
วันนั้นฉันภัตตาหารเพลมีรสที่สุด เพราะเหตุว่าไม่ใช่รสแห่ง
อาหารอย่างเดียว หากเจือระคนด้วยรสแห่งธรรมผสมผสานกันไปด้วย
จิตจึงเกิดปราโมทย์ ใจยังอิ่มเอิบชุ่มชื่นอยู่ ฉันภัตตาหารไปใจก็อดที่
จะมองดูที่ศูนย์กลางกายไม่ได้
“...อ้อ! ...ยังเห็นอยู่ เออ!... นี่ก็แปลก ลืมตาก็ยังมองเห็นชัด
ความสว่างเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนเลยในชีวิตของการบำเพ็ญธรรม
เราไม่เคยเห็นความสว่างใดที่จะเทียบเท่าได้ ความสว่างแห่งดวง
อาทิตย์ก็ยังห่างไกล เท่าที่เห็นอุปมาเหมือนแสงหิ่งห้อยกับโคมไฟ”
ภิกษุ “สด” ฉันไปอดที่จะยิ้มออกมามิได้ด้วยเปี่ยมสุข ทำให้หวน
ระลึกถึงพุทธวจนะบทหนึ่งที่ว่า “นตฺถิ สนฺติปร์ สุข” แปลว่าสุขอื่น
นอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี เมื่อใจหยุดก็เกิดความสงบ เมื่อสงบก็เป็นสุข
นี่เป็นเพียงใจหยุดน้อยนิดเรายังสุขเช่นนี้ หากเราได้บรรลุธรรมสูงขึ้น
ไปอีกจะสุขขนาดไหนหนอ ท่านรำพึงในใจ
“ท่านสด ทำไมวันนี้ท่านจึงฉันจังหันไปอมยิ้มไป ท่านยิ้มกับ
ผู้ใดหรือ” เพื่อนภิกษุถามด้วยสงสัยในอาการของท่าน
“เปล่าหรอกท่าน ผมกำลังระลึกถึงคุณของพระบรมศาสดา
ของเรา เลยอดที่จะยิ้มปีติโสมนัสใจไม่ได้” ท่านตอบเลี่ยงๆ
“ท่านสดนับว่าเป็นผู้ไม่ประมาท แม้แต่ฉันจังหัน ยังภาวนา
ระลึกถึงคุณของพระบรมศาสดาเป็นพุทธานุสติ หากพระองค์ยังมี
พระชนม์อยู่ คงจะต้องตรัสสรรเสริญท่านท่ามกลางพระขีณาสพ
๑๐
เดินไปสู่ความสุข
ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย
๑๑