ข้อความต้นฉบับในหน้า
ธรรมะเป็นสิ่งทรงคุณค่า คนรู้ค่าต้องมาหาธรรมะเอง ธรรมะ
ไม่ใช่ของราคาถูก จะได้เอาใส่กระจาดออกกระเดียดขาย”
ขอย้อนกล่าวถึงความพากเพียรเสาะหาหนทางเข้าปฏิบัติ
ธรรมของคุณยายอาจารย์โดยละเอียดสักเล็กน้อย เพราะอาจจะเป็น
ประโยชน์ต่อผู้มีจิตใจประเภทเดียวกัน ได้ถือเป็นตัวอย่างไม่ย่อท้อ
คุณยายอาจารย์ออกจากบ้านมาพำนักอยู่บ้านญาติในจังหวัดพระนคร
ใช้เวลาอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง เพื่อสืบเสาะให้ทราบว่ามีบ้านใดที่คนในบ้าน
ไปทำบุญที่วัดปากน้ำ เมื่อแน่ใจดีแล้วก็ลาญาติ ขอสมัครเข้าอยู่ใน
บ้านคุณนายผู้หนึ่ง ที่บ้านแห่งนั้นตอนเย็นเวลาประมาณ ๑ ทุ่มถึง ๒
หรือ ๓ ทุ่ม มีศิษย์วัดปากน้ำท่านหนึ่งคือ อุบาสิกาทองสุก สำแดงปั้น
มาสอนการปฏิบัติธรรมให้ผู้ที่สนใจอยู่เป็นประจำ คุณยายอาจารย์ขอ
อยู่ในบ้านนี้ โดยทำงานบ้านทุกอย่างให้ เพื่อจุดมุ่งหมายอย่างเดียวคือ
เมื่อถึงเวลาอุบาสิกาผู้นั้นมาสอน คุณยายอาจารย์ก็ขออนุญาต
เจ้าของบ้านเรียนด้วย เจ้าของบ้านผู้มีจิตศรัทธาในเรื่องนี้อยู่แล้วจึง
เต็มใจอนุญาต
การเรียนเริ่มแรกคงเหมือนกันกับที่ผู้อื่นเรียน คือ ภาวนาด้วย
คำว่า “สัมมา อะระหัง” พร้อมกับนึกนิมิตเป็นลูกแก้ว หรือองค์
พระพุทธรูปแก้ว อยู่ที่ศูนย์กลางกาย การฝึกหัดเริ่มแรกค่อนข้างยาก
เมื่อหลับตาลงความกังวลใจต่างๆ เรื่องการงาน เรื่องคิดถึงแม่ที่
นครชัยศรี คิดถึงท้องทุ่งกว้างก็เข้ามารบกวนอยู่บ่อยๆ เมื่อนึกถึงคำ
ที่ครูสอนไว้ว่า “ความกังวลเป็นศัตรูสำคัญของสมาธิ” รวมกับความ
ปรารถนาอันรุนแรง เพื่อให้ได้พบพ่อ ทำให้คุณยายอาจารย์เพิ่มความ
เพียรตั้งใจปฏิบัติเอาจริงหลับตาแน่น ตั้งใจภาวนา จะให้เห็นนิมิตด้วย
ตาเนื้อให้ได้ ซึ่งการทำอย่างนี้ไม่เป็นผล ทำให้มึนศีรษะ วิงเวียน หงุดหงิด
ทําอย่างนี้อยู่เป็นเดือนก็เห็นแต่ความมืดไม่มีความสว่างอย่างใดปรากฏ
ท่านผู้เป็นครูเมตตาช่วยเหลือแก้ไขใหม่ สอนว่า ทำใจเฉยๆ
เรื่อยๆ กำหนดบริกรรมนิมิตกับบริกรรมภาวนาเรื่อยไป อย่าให้มี
กังวลอยากจะเห็นเร็วๆ พยายามอย่าข่มใจ อย่าเกร็งตัว อย่ากด
ลูกนัยน์ตา เมื่อไม่เห็นก็อย่าเสียใจ เมื่อเห็นก็อย่าดีใจเกินไป
เพราะนิมิตที่ได้ใหม่ๆ จะหายไป
เมื่อเข้าใจดีแล้วก็ลองปฏิบัติใหม่ โดย
เริ่มทำใจเฉยๆ อย่างที่อุบาสิกาทองสุกแนะนำ
แต่ก็อดที่อยากจะเห็นเร็วๆ ไม่ได้ คิดอยู่
เสมอว่าถ้าเห็นเมื่อไรแล้วจะต้องไปพบพ่อ
ให้ได้ เมื่อมีความอยากมากเข้า ก็เหมือนกับ
๓๒
เดินไปสู่ความสุข
ตามหาพ่อ
๓๓