ข้อความต้นฉบับในหน้า
เป็น ๔
พราหมณ์รับแล้วก็ไม่เก็บไว้เอง ได้น้อมถวาย
Go
ผ้าคู่นั้นแด่พระบรมศาสดาอีก ครั้นพระราชาทอด
พระเนตรเห็น จึงเอาผ้าให้พราหมณ์อีก จาก ๒ คู่
คู่ ๘ คู่ และ ๑๖ คู่ พราหมณ์ก็ได้นำผ้า
เหล่านั้นน้อมถวายพระพุทธองค์ทั้งหมด พระราชา
ทรงชื่นชมในตัวพราหมณ์มาก จึงรับสั่งให้ราชบุรุษ
ากัมพลชั้นเยี่ยม ๒ ผืน มาบูชาธรรมแก่พราหมณ์
ปกติแล้วผ้ากัมพลนี้มีแต่พระราชาเท่านั้นที่ทรงใช้
สามัญชนไม่คู่ควรที่จะใช้ แต่พราหมณ์เป็นผู้มีบุญ
ได้ทำบุญกับเนื้อนาบุญอันเลิศ คือพระสัมมาสัม
พุทธเจ้า สมบัติอันเลิศจึงบังเกิดขึ้น
พราหมณ์คิดว่า ผ้ากัมพล ๒ ผืนนี้เป็นของ
สูง คนเช่นเรามีบังอาจที่จะนำมาใช้ จึงได้นำผ้ากัมพล
ผืนหนึ่งไปจึงเป็นเพดานในพระคันธกุฎี ส่วนอีกผืน
หนึ่งนำไปจึงเป็นเพดานในหอฉัน เมื่อพระราชาเสด็จ
มาพระวิหาร ทอดพระเนตรเห็นผ้ากัมพลก็จำได้ จึง
ตรัสถามพระบรมศาสดาถึงที่มาของผ้าผืนนี้ ครั้นทรง
ทราบว่าพราหมณ์เป็นผู้ถวาย ก็ยิ่งชื่นชมพราหมณ์
หนักขึ้นไปอีก จึงรับสั่งให้พระราชทานทรัพย์สมบัติ
แก่พราหมณ์อย่างละ ๔ คือ ช้าง ๔ เชือก ม้า ๔ ตัว
ทรัพย์ ๔ พันกหาปณะ บุรุษ ๔ สตรี ๔ ทาสี ๔
และบ้านส่วยอีก ๔ ตำบล
มหาชนที่อยู่ในธรรมสภาได้กล่าวขานเรื่องของ
พราหมณ์ว่า ช่างน่าอัศจรรย์จริงหนอ ในเวลาแค่คืน
เดียว พราหมณ์ผู้นี้ได้เปลี่ยนจากคนยากจนเข็ญใจ
กลายมาเป็นมหาเศรษฐี พระบรมศาสดาตรัสว่า
ถ้าพราหมณ์ตัดใจถวายผ้าผืนนั้นในปฐมยาม เขาจะ
ได้สมบัติอย่างละ ๑๖ ถ้าถวายในมัชฌิมยามจะได้
สมบัติอย่างละ ๔ แต่พราหมณ์เอาชนะความตระหนี่
ได้ในปัจฉิมยามใกล้ฟ้าสาง เขาถวายทานช้าไป จึง
ได้ทรัพย์สมบัติแค่เพียงอย่างละ ๔
ดังนั้นบุคคลพึงรีบขวนขวายในการท่าความดี
จึงห้ามจิตเสียจากความชั่ว เพราะว่าเมื่อบุคคล
ทำความดีช้า อกุศลจะเข้าครอบงำเหมือนอย่าง
๕