การให้โลกุตรธรรมแก่สังคม วารสารอยู่ในบุญ ปี 2554 ฉบับที่ 102 เดือนเมษายน หน้า 53
หน้าที่ 53 / 84

สรุปเนื้อหา

G'S การที่วัดใดวัดหนึ่งจะเจริญหรือรกร้างว่างเปล่าจากสงฆ์ การที่พระพุทธศาสนาจะ รุ่งเรืองหรือตกต่ำ ย่อมขึ้นอยู่กับการที่วัดนั้นได้ทำประโยชน์ให้แก่สังคมมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการเป็น “ผู้ให้ความเจริญด้านจิตใจด้วยโลกุตรธรรมแก่สังคม” อันเป็นเป้าหมาย สูงสุดของการสร้างวัดในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ๑. วัดที่ไม่มีวันร้าง ตามธรรมดานั้น เมื่อคนเราได้รับความสุขความเจริญในชีวิตจากใครแล้ว ย่อมแสดง ความกตัญญูกตเวทีด้วยการทำนุบำรุงรักษาบุคคลนั้นอย่างสุดชีวิตจิตใจ ดังคำโบราณว่า “เมื่อเขาได้ด้วย เขาก็จะดีด้วย เมื่อเขาไม่ได้ด้วย เขาก็ไม่ดีด้วย” เพราะการที่คน เราจะเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในตัวบุคคลใดหรือสิ่งใดก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นหรือสิ่งนั้นอำนวย ประโยชน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมเสียก่อน ดังพุทธพจน์ว่า “ผู้ให้ย่อ

หัวข้อประเด็น

- การให้โลกุตรธรรมแก่สังคม

ข้อความต้นฉบับในหน้า

G'S การที่วัดใดวัดหนึ่งจะเจริญหรือรกร้างว่างเปล่าจากสงฆ์ การที่พระพุทธศาสนาจะ รุ่งเรืองหรือตกต่ำ ย่อมขึ้นอยู่กับการที่วัดนั้นได้ทำประโยชน์ให้แก่สังคมมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการเป็น “ผู้ให้ความเจริญด้านจิตใจด้วยโลกุตรธรรมแก่สังคม” อันเป็นเป้าหมาย สูงสุดของการสร้างวัดในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ๑. วัดที่ไม่มีวันร้าง ตามธรรมดานั้น เมื่อคนเราได้รับความสุขความเจริญในชีวิตจากใครแล้ว ย่อมแสดง ความกตัญญูกตเวทีด้วยการทำนุบำรุงรักษาบุคคลนั้นอย่างสุดชีวิตจิตใจ ดังคำโบราณว่า “เมื่อเขาได้ด้วย เขาก็จะดีด้วย เมื่อเขาไม่ได้ด้วย เขาก็ไม่ดีด้วย” เพราะการที่คน เราจะเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในตัวบุคคลใดหรือสิ่งใดก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นหรือสิ่งนั้นอำนวย ประโยชน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมเสียก่อน ดังพุทธพจน์ว่า “ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของคนหมู่มาก นั่นก็หมายความว่า "วัดต้องเป็น ผู้ให้แก่สังคม” วัดจึงจะเจริญรุ่งเรืองได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ “วัดต้องให้ความอิ่มธรรม โยมจึง ให้ความอิ่มท้อง” ทั้งสองฝ่ายต่างต้องอุปการะซึ่งกันและกัน จึงจะทำให้การปิดหนทางนรก การเปิดหนทางสวรรค์และนิพพานสัมฤทธิ์ผล แต่การให้ของวัดจะแตกต่างจากการให้ของชาวโลกซึ่งส่วนใหญ่เป็นการให้วัตถุสิ่งของ ประเภทปัจจัย ๔ ส่วนการให้ของวัดเป็นการให้สิ่งที่ยิ่งกว่าปัจจัย ๔ นั่นคือ การให้โลกุตร ธรรม ซึ่งมีคุณวิเศษมหาศาลในการดับสารพัดทุกข์ในชีวิตได้อย่างถอนรากถอนโคน ทั้งนี้เพราะ “โลกุตรธรรม” คือ “ปัญญาดับทุกข์อันเกิดจากการบำเพ็ญภาวนาจนกระทั่ง เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว” พระบรมศาสดาทรง 4 เพราะเหตุนี้ ผู้ที่เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวได้ จึงมีที่พึ่งในการกำจัดทุกข์ได้จริง ดังที่ ทรงให้โอวาทแก่นักบวชกลุ่มหนึ่งซึ่งมีสาวกหลายหมื่นคน หัวหน้านักบวช นั้นก็เคยเป็นอดีตอำมาตย์ของพระราชาแห่งแคว้นโกศลถึง ๒ รัชกาล มีนามว่า “ปุโรหิต อัคคิทัต” แต่เนื่องด้วยเขาไม่เข้าใจว่า สิ่งใดคือที่พึ่งในการดับทุกข์ที่แท้จริง จึงสั่งสอนให้ สาวกของตนนับถือกราบไหว้ภูเขา ป่าไม้ อาราม ต้นไม้ ว่าเป็นสรณะในการกำจัดทุกข์ พระพุทธองค์ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งอรหัตผลของนักบวชกลุ่มนี้ จึงทรงมีเมตตาเสด็จไปโปรด ถึงที่อยู่ด้วยพระองค์เอง พระบรมศาสดาตรัสสั่งสอนนักบวชอัคคิทัตและศิษย์สาวกทั้ง 90,000 คนว่า “มนุษย์ จํานวนมากผู้ถูกภัยคุกคาม ต่างถึงภูเขา ป่าไม้ อาราม และรุกขเจดีย์เป็นสรณะ 1 ทานานิสังสสูตร, อง. ปญฺจก. ๒๒/๓๕/๕๖ (มจร.)
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More