ข้อความต้นฉบับในหน้า
G'O
ความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงของวัดนั้น อยู่ที่การให้ “พระธรรมคำสอน” ที่สามารถยก
ระดับจิตใจของผู้คนในสังคม ให้มีความศรัทธาในพระรัตนตรัย เข้าถึงโลกุตรธรรมหลุดพ้น
จากกิเลส นี่คือความศักดิ์สิทธิ์โดยธรรมของวัด
ได้แก่
“วัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์โดยธรรม” นั้น จะต้องทำ “หน้าที่หลักของวัด ๒ ประการ
ประการที่ คือ การเป็นโรงเรียนสอนศีลธรรมให้กับประชาชนในท้องถิ่น
๑
ประการที่ ๒ คือ การเป็นบุญสถานอันศักดิ์สิทธิ์เหมาะแก่การปรารภความเพียร เพื่อ
การบรรลุธรรมของประชาชนในท้องถิ่น
๒
วัดที่ทําหน้าที่หลักทั้ง ๒ ประการนี้ได้สมบูรณ์ ย่อมเป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์โดยธรรม
เพราะท่าหน้าที่แจกจ่ายโลกุตรธรรมให้แก่สังคมได้จริง
ด้วยเหตุนี้ การเปิดโรงเรียนสอนศีลธรรมอย่างถูกต้องเหมาะสม ก็คือ การทุ่มเท
แนะนำสั่งสอนอบรมประชาชนให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว อันเป็นทางดับทุกข์ให้กับชีวิต
ดับทุกข์ให้แก่สังคมนั่นเอง
ประชาชนที่ไปบำเพ็ญภาวนาที่วัดจนเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ย่อมให้ความเคารพ
สักการะวัด ในฐานะที่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบรรลุธรรม เพราะตระหนักดีว่าเป็น
ภาระหนักอย่างยิ่งของทั้งพระภิกษุและเจ้าหน้าที่วัดทุกระดับ
ดังนั้น วัดใดก็ตาม ที่ทั้งพระภิกษุและญาติโยมต่างบำเพ็ญเพียรจนสามารถเข้าถึง
โลกุตรธรรม คือ การเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว วัดแห่งนั้นย่อมเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ เพราะทำให้
พระพุทธศาสนาเกิดความมั่นคง มีอายุยืนยาว ไม่เสื่อมสูญจากพระสัทธรรม
๓. ความเกื้อกูลต่อพระพุทธศาสนาของพระภิกษุและญาติโยม
ตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาลแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นตลอดมาว่า "วัด"
เกิดขึ้นจากความเกื้อกูลช่วยเหลือกันของทั้งพระภิกษุและญาติโยม ดังที่ทรงประทานโอวาท
ไว้ใน "พหุการสูตร" ว่า "คฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือนและบรรพชิตผู้ไม่อยู่ครองเรือนทั้ง ๒ ฝ่าย
ต่างอาศัยกันและกัน จึงบรรลุสัทธรรม อันเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมได้
ฝ่ายบรรพชิตผู้ไม่อยู่ครองเรือนย่อมต้องการปัจจัย ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และคิลานปัจจัยเภสัช อันเป็นเครื่องบรรเทาอันตรายจากฝ่ายคฤหัสถ์
3 พหุการสูตร, ขุ. อิติ. ๒๕/๑๐๗/๔๘๗ (มจร.)
๖๕