ข้อความต้นฉบับในหน้า
๖๖
G'S
GY'S
ฝ่ายคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน อาศัยพระอริยะผู้ปฏิบัติดีแล้ว เชื่อมั่นค่าสั่งสอนและ
การปฏิบัติดีของพระอรหันต์ เป็นผู้เพ่งพินิจอยู่ด้วยอริยปัญญา ประพฤติธรรมอันเป็นทาง
นำไปสู่สุคติโลกสวรรค์ในอัตภาพนี้ มีความเพลิดเพลิน เสวยกามสุข รื่นเริงบันเทิงใจอยู่
ในเทวโลก” พระพุทธโอวาทนี้ ได้แบ่งหน้าที่ของพระภิกษุและประชาชนในการทำนุบำรุง
พระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน ดังนี้
ประการที่ ๑ หน้าที่ของบรรพชิตในวัด คือ การให้โลกุตรธรรมแก่ประชาชนและตนเอง
ประการที่ ๒ หน้าทีของญาติโยมต่อวัด คือ การบำรุงพระภิกษุในวัดด้วยปัจจัย ๔
เพื่อให้เกิดความสะดวกในการปฏิบัติธรรมและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ตรงนี้เอง คือที่มาของหน้าที่หลักสำคัญของทั้งพระภิกษุสงฆ์และพุทธศาสนิกชน
ดังกล่าวแล้ว
เพราะเมื่อพระภิกษุยังทำหน้าที่เป็นผู้แจกจ่ายโลกุตรธรรมให้แก่ประชาชนอยู่ ย่อม
แสดงว่า โรงเรียนสอนศีลธรรมยังเปิดดำเนินการอยู่ในวัดนั้น
ขณะเดียวกันเมื่อญาติโยมได้รับการแนะนำาสั่งสอนให้เข้าถึงโลกุตรธรรมจากวัดก็ย่อม
เต็มใจที่จะทำหน้าที่บำรุงพระภิกษุด้วยปัจจัย ๔ โดยไม่ฝืดเคือง ซึ่งนั่นย่อมแสดงว่าศรัทธา
ของประชาชนยังมั่นคงดีอยู่ วัดก็จะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อการบรรลุธรรมในสายตาของ
ประชาชนเรื่อยไป
สิ่งที่ต้องพิจารณาให้ละเอียดลออยิ่งกว่านั้นก็คือคุณค่าของข้าวปลาอาหารแต่ละทัพพี
ที่ญาติโยมถวายให้พระภิกษุนั้น ไม่เพียงแต่จะต่อชีวิตพระภิกษุเท่านั้น แต่ยังจะสืบอายุ
พระพุทธศาสนาอีกด้วย ใคร ๆ จึงต้องไม่มองเพียงมูลค่าของทรัพย์สินสิ่งของเท่านั้น ทั้งนี้
เพราะเรี่ยวแรงและกำลังที่พระภิกษุได้จากข้าวปลาอาหารนั้น ได้ให้ทั้งการต่อชีวิตพระภิกษุ
และการต่ออายุพระพุทธศาสนา เพราะเมื่อพระภิกษุมีเรี่ยวแรงแข็งขัน ขยันศึกษาค้นคว้า
และประพฤติปฏิบัติธรรมตามพระธรรมวินัยแล้ว ย่อมมีพระธรรมเทศนาดี ๆ มาเทศน์สอน
อบรมประชาชนให้เป็น “คนดีของสังคม” ต่อไป
ท
เมื่อประชาชนในท้องถิ่นเป็นคนดีของสังคม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ย่อมเกิดขึ้นในท้องถิ่น ครอบครัวก็อบอุ่น ชุมชนก็เข้มแข็ง สังคมก็ร่มเย็น อบายมุขก็ไม่มี
เศรษฐกิจก็ไม่ฝืดเคือง
ผู้คนในย่านนั้นย่อมมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสมีอัธยาศัยไมตรีต่อกัน พระภิกษุก็น่ากราบ
ผู้น้อยก็น่ารัก ผู้ใหญ่ก็น่าไหว้ ทุกคนต่างเป็นผู้มีศีลมีธรรมมาแจกจ่ายให้กันและกันอย่าง
เหลือเฟือ
สิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจาก “ความอิ่มธรรมของประชาชน” ที่ได้รับมาจากการดูแล “ความ
อิ่มท้องของพระภิกษุ” ซึ่งไม่ได้สิ้นเปลืองอันใดมาก เพียงบำรุงเลี้ยงด้วยข้าวปลาอาหาร