ข้อความต้นฉบับในหน้า
ทันโลกทันธรรม
วิศวกรรมศาสตร์ ก็เลยเรียน พอจบปีหนึ่งได้เกรด
แค่นี้ ก็เลยเป็นวิศวกรโยธา ถ้าเกรดสูงขึ้นอาจจะ
เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ก็ได้ พอเรียนจบก็ไปสมัคร
งานเกี่ยวกับเรื่องการก่อสร้าง เพราะจบโยธามา แล้ว
มาทำงานที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์เกี่ยวกับเรื่องการ
ก่อสร้าง ทำมาเรื่อย ๆ ๑๐ ปี ๒๐ ปี งานการ
เจริญก้าวหน้ามากขึ้น เงินเดือนก็ขึ้น ตำแหน่งก็ขึ้น
ก็รู้สึกว่ามั่นคงดี ไม่อยากเปลี่ยนแล้ว ก็ท่าต่อเนื่อง
ไปสรุปคือแต่ละตอนบังเอิญทั้งนั้น ถ้าบังเอิญคะแนน
ดีกว่านี้ก็อาจจะไปเป็นหมอก็ได้ อาจจะไปเป็นทนาย
ก็ได้ แต่ว่าสอบได้วิศวะพอดี ก็เลยเป็นวิศวกร เกรด
แค่นี้ก็เลยเป็นวิศวกรโยธา เราจะเห็นว่าแต่ละอย่าง
อยู่ที่จังหวะ ฉะนั้นพอถึงอายุ ๔๐ กว่าปี ก็ยังไม่รู้
ว่าตัวเองถนัดอะไร
ถามว่าถ้าเราได้ทำงานที่ถนัดและรักจะดี
ไหม? ดีแน่นอน เพราะเราจะใช้ความสามารถของ
เราได้เต็มที่ที่สุด และทำงานอย่างมีความสุข ไม่ต้อง
ฝืนใจทำ เพราะเราชอบ แล้วเราจะใช้ศักยภาพของ
ตัวเองอย่างเต็มที่ แต่ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าตัวเองชอบ
อะไร ถ้ารู้ก็จะพุ่งพรวดไปเลย
หลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินชื่อบิลล์ เกตส์
และอาจจะรู้ประวัติเขาว่า บิลล์ เกตส์ ได้รับการ
ยกย่องว่าเป็นคนรวยที่สุดในโลกต่อเนื่องมาหลายปี
จริง ๆ แล้วเขาเรียนหนังสือไม่จบปริญญา คือเรียน
วิศวะอยู่ที่ฮาร์วาร์ด ยังไม่จบปริญญาตรี แล้วลาออก
มาตั้งบริษัทคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์อยู่ในโรงรถของ
พ่อ ทำกับเพื่อน ๒ - ๓ คน ถ้าเราอ่านประวัติเขา
ผ่าน ๆ ก็จะรู้สึกว่าแปลกดี แต่เราเคยคิดไหมว่า
ทำไมบิลล์ เกตส์ กล้าลาออกจากมหาวิทยาลัย
ถามว่าเป็นเราจะกล้าไหมลาออกมาแล้ววุฒิที่มีก็คือ
มัธยมปลาย แล้วไปตั้งบริษัทอยู่ในโรงรถ มีหลัก
ประกันว่าจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า แล้วถ้า
บริษัทเกิดล้มขึ้นมาจะทำอย่างไร วุฒิเหลือแค่มัธยม
๑-๒
ปลาย แล้วจะไปทำอะไร จะไปเป็นคนขับรถหรือ เป็น
ยามหรือ เสี่ยงมาก คนทั่วไปคงจะคิดว่า ถึงแม้อยาก
ทำงานด้านซอฟต์แวร์ ก็กลั้นใจเรียนอีกแค่
ปี เดี๋ยวก็จบ อย่างไรก็มีปริญญาวิศวกรรมศาสตร์-
บัณฑิต โดยเฉพาะจากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของ
โลกเป็นหลักประกันชีวิตที่มั่นคงแล้วค่อยไปตั้งบริษัท
เกิดล้มขึ้นมาก็ยังไปสมัครงานที่อื่นได้ คนส่วนใหญ่
จะคิดอย่างนี้ แต่ทำไมบิลล์ เกตส์ ไม่คิดอย่างนี้
แล้วกล้าลาออกมาทำบริษัท แล้วก็ทำสำเร็จด้วย
คำตอบคือเป็นเพราะเขารู้เป้าหมายชีวิตตัวเอง มี
ศรัทธาว่า ตัวเองต้องการเป็นเจ้าของบริษัทซอฟต์แวร์
ที่เปลี่ยนแปลงโลก เขาไม่ได้คิดที่จะเป็นโปรแกรมเมอร์
ที่เก่งที่สุดในโลก แต่คิดว่าตัวเองจะเป็นเจ้าของบริษัท
ซอฟต์แวร์ ที่มีโปรแกรมเมอร์ทำงานอยู่เต็มบริษัท
แล้วเชื่อว่าโปรแกรมเมอร์ซอฟต์แวร์นี่แหละจะเปลี่ยน
โลก ดังนั้นบิลล์ เกตส์ จึงกล้าลาออก ที่คนทั่วไปไม่
กล้าเพราะยังรู้จักตัวเองไม่ดีพอ นี่คือความแตกต่าง
ถ้าเราหยุดคิดแล้วเราจะเข้าใจ
จริง
ศรัทธาหรือการรู้จักว่า ตนเองอยากจะทำอะไร
ๆ มีความสำคัญต่อการกำหนดอนาคตตัวเอง
ขนาดนเลย
๒. ศีล บางคนบอกศีลก็คงหมายถึงศีล ๕
ศีล ๘ แล้วจะเกี่ยวกับการบริหารอย่างไร เราต้อง
จับคอนเซ็ปต์ของศีลให้ได้ว่า ในแง่การบริหารงาน
น
บุคคล ศีลก็คือเรื่องของวินัยในตนเอง ถ้าเรามี
ศรัทธา รู้ว่าเราอยากเป็นอะไร แต่มีวินัยไม่พอ
ศรัทธานั้นก็เป็นศรัทธาลอย ๆ อยากจะเป็นเจ้าของ
บริษัทโปรแกรมเมอร์ที่ใหญ่ที่สุด แต่ว่าขี้เกียจ นั่งฝัน
นอนฝัน ไม่ยอมทำ จะสำเร็จไหม ก็ไม่สำเร็จ ฉะนั้น
ต้องตรวจสอบตัวเองก่อนว่า วินัยในตนเองเรามีพอ
ไหม ทั้งวินัยเรื่องเวลา การควบคุมตัวเอง อะไรควรทำ
๗๑
71