ข้อความต้นฉบับในหน้า
ย้อน รอยอดีตสู่ดินแดนชมพูทวีปอันไกลโพ้น ก้าวข้ามผ่าน
เส้นแบ่งเขตแดนกาลเวลากว่าสองพันห้าร้อยปีก่อน ล่วงสู่อาณาจักร
อันวิจิตรตระการตา ในยุคทองของความรุ่งโรจน์แห่งพระพุทธศาสนา
ณ กรุงราชคฤห์ เมืองหลวงแห่งแคว้นมคธ
ครานั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมา
สัมโพธิญาณเข้าสู่เดือนที่ ๙ ทรงประทับนั่งท่ามกลางความร่มรื่นของ
สวนป่าไผ่ ภายในวัดเวฬุวันมหาวิหาร ลมเย็นพัดพลิ้วแผ่วมาเบาๆ ค่ำคืน
นั้นช่างงดงามน่าอัศจรรย์ เรียกกันว่า “ศิวาราตรี” พระจันทร์เต็มดวง
เสวยมาฆฤกษ์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ จันทร์ทอแสงนวลกระจ่างทรงกลดรัศมี
รับช่วงต่อเมื่อสิ้นแสงระวีในทันใด งดงามเรืองรองยิ่งกว่ายามใดในรอบ
ล
นักษัตร เป็นนิมิตหมายว่าแสงแห่งธรรมกำลังจะสาดส่องกลางใจชาวโลก
ขับความมืดมิดแห่งอวิชชา คือ ความไม่รู้ทั้งปวงให้หมดสิ้นไป
เกิดเหตุอัศจรรย์ ๔ อย่างพร้อมกัน เรียกว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต”
ได้แก่ เหล่าพุทธสาวก ๑,๒๕๐ รูป ที่ได้ยาตราไปทั่วแคว้นชมพูทวีป ต่าง
กลับมาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ เบื้องพระ
เบื้องพระพักตร์ขององค์
สมเด็จพระบรมศาสดา ซึ่งล้วนแต่เป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา ผู้ที่ทรง
ประทานการบวชให้ด้วยพระองค์เอง อีกทั้งทุกรูปล้วนบรรลุธรรมเป็น
พระอรหันต์ เพื่อรับฟัง “โอวาทปาฏิโมกข์" แก่นแท้แห่งการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา ที่ทรงประทานเป็นแม่บทแก่เหล่าพระอรหันตสาวก
ทงหลาย
ภาพค่ำคืนของวัน “มาฆปุรณมี" ยังคงได้รับการสืบทอดเรื่อยมา
จนถึงปัจจุบัน เพื่อระลึกถึงวันประกาศธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมา
สัมพุทธเจ้า ซึ่งวัดวาอารามต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ ต่างร่วม
กันจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงความสำคัญของวันนี้ เพื่อแสดงออกซึ่ง
บูชาอันสูงสุด ได้แก่ การจุดประทีปโคมไฟถวายเป็นพุทธบูชา และการ
เวียนประทักษิณ เป็นต้น