ข้อความต้นฉบับในหน้า
อาสาฬหบูชา
วันแสดงปฐมเทศนา
“บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น ความรู้ประเสริฐที่สุด บรรดาสิ่งที่ตกไป การตกไป
ของอวิชชาเป็นสิ่งประเสริฐ บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า พระสงฆ์เป็นผู้ประเสริฐ
บรรดาชนผู้แถลงคารม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐที่สุด”
เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงแสดงปฐมเทศนาชื่อ
ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ทำหน้าที่ครูของโลกเป็น
ครั้งแรก ด้วยการเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ ที่ป่า
อิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ในวันเพ็ญ
ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ พระธรรมเทศนาบทนี้ได้ชี้ชัด
ลงไปในสมาธิที่ถูกต้อง หรือ สัมมาสมาธิ ถือเป็น
แม่บทแห่งเทศนาทั้งปวง ส่วนเทศนาบทอื่นที่เกิดขึ้น
หลังจากนี้ เป็นบทขยายให้ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
มีความแจ่มแจ้งยิ่งๆ ขึ้นไปนั่นเอง
เนื้อความของธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั้น
พระองค์ทรงสอนให้ละหนทางสุดโต่ง ๒ ทาง คือ
๑.
กามสุขัลลิกานุโยค เป็นการเข้าไปพัวพัน
หมกมุ่นในเบญจกามคุณ ใจจรดไปในรูป เสียง กลิ่น
รส สัมผัส ยินดีในลาภสักการะชื่อเสียงเกียรติยศ
เป็นต้น
๒. อัตตกิลมถานุโยค การทรมานกายให้
ลำาบาก นักบวชบางพวกทำตนให้เจ็บปวดถึงที่สุด
คิดหวังเองว่าจะไม่ให้กิเลสกล้ากำเริบ หรือบ้างก็
ทรมานตนเพื่อหวังให้เทพเจ้าเห็นใจ และจะประทาน
การหลุดพ้นมาให้ได้ จึงคิดค้นวิธีทรมานต่างๆ นานา
ที่มีความเป็นกับความตายเท่ากัน และหารู้ไม่ว่า
ทางสุดโต่งทั้ง ๒ ทางนี้ คือกับดักแห่งสังสารวัฏที่
ขัดขวางทางไปพระนิพพาน
พระมหาบุรุษ : ผู้เป็นยอดของนักบำเพ็ญตบะ
พระพุทธองค์ทรงผ่านวิธีทั้งสองอย่างมาแล้ว
ทรงเคยพรั่งพร้อมด้วยสุขที่ยิ่งกว่าชาวโลกทั่วไป
เพราะเป็นถึงองค์รัชทายาท แต่ก็สละโลกียสุข
เหล่านั้น เพื่อแสวงหาทางสู่ความหลุดพ้น เมื่อ
กล่าวถึงการทําเพ็ญตนให้ลำาบาก พระพุทธองค์
ตรัสว่า “สมณพราหมณ์ที่มีมาในอดีตหรืออนาคต
ซึ่งเสวยทุกขเวทนาสูงสุดยิ่งไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
แต่เราก็มิได้บรรลุญาณทัสนะอันวิเศษด้วยทุกรกิริยา
อันเผ็ดร้อนนี้ไปเลย” ทรงถือได้ว่าเป็นที่สุดของ
นักพรต าเพ็ญตบะ เพราะไม่มีใครกล้าปฏิบัติใต้
ยิ่งไปกว่านี้
ในครั้งเริ่มแรก ทรงลดตนลงมาใช้ชีวิตคลุก
เคล้าเกลือกกลั้วอยู่ตามแหล่งฝุ่นดินทราย กลางวัน
ตากแดดกลางแจ้ง กลางคืนตากน้ำค้าง เสวยน้อย