การอ่านหนังสือและการนำความรู้ไปใช้ วารสารอยู่ในบุญ ปี 2551 ฉบับที่ 69 เดือนกรกฎาคม หน้า 60
หน้าที่ 60 / 99

สรุปเนื้อหา

...หากความรู้ในหนังสือเล่มใด สามารถ ไปกันได้กับคำสอนของพระพุทธองค์ ก็ แสดงว่าเอาไปใช้งานได้ เพราะการยึด คำสอนของพระพุทธองค์เป็นหลักนั้น ย่อมมีแต่คุณประโยชน์ฝ่ายเดียว ไม่มี โทษอย่างแน่นอน..... หนังสือเล่มใด สามารถไปกันได้กับคำสอนของ พระพุทธองค์ ก็แสดงว่าเอาไปใช้งานได้ เพราะ การยึดคำสอนของพระพุทธองค์เป็นหลักนั้น ย่อม มีแต่คุณประโยชน์ฝ่ายเดียว ไม่มีโทษอย่างแน่นอน ๕) เพื่อเป็นข้อเตือนใจว่า หากเขียนหนังสือ เล่มใดขึ้นมาแล้ว ผู้เขียนเองยังหาข้อสรุปไม่ได้ ก็ อย่าหวังว่าคนอื่นจะนำความรู้จากหนังสือเล่มนั้น ไปใช้ประโยชน์ได้ 5) เพื่อเป็นข้อเตือนใจว่า เมื่อเราอ่าน หนังสือเล่มใดแล้ว ทั้งๆ ที่ผู้เขียนสรุปไว้ดีแล้ว แต่ เรายังไม่สรุปออกมาเป็นความเข้าใจในเชิงใช้งาน ก็ยังเอาความรู้จากหนังสือไปใช้ไม่ได้ เท่ากับ

หัวข้อประเด็น

- การอ่านหนังสือและการนำความรู้ไปใช้

ข้อความต้นฉบับในหน้า

๖๗ ...หากความรู้ในหนังสือเล่มใด สามารถ ไปกันได้กับคำสอนของพระพุทธองค์ ก็ แสดงว่าเอาไปใช้งานได้ เพราะการยึด คำสอนของพระพุทธองค์เป็นหลักนั้น ย่อมมีแต่คุณประโยชน์ฝ่ายเดียว ไม่มี โทษอย่างแน่นอน..... หนังสือเล่มใด สามารถไปกันได้กับคำสอนของ พระพุทธองค์ ก็แสดงว่าเอาไปใช้งานได้ เพราะ การยึดคำสอนของพระพุทธองค์เป็นหลักนั้น ย่อม มีแต่คุณประโยชน์ฝ่ายเดียว ไม่มีโทษอย่างแน่นอน ๕) เพื่อเป็นข้อเตือนใจว่า หากเขียนหนังสือ เล่มใดขึ้นมาแล้ว ผู้เขียนเองยังหาข้อสรุปไม่ได้ ก็ อย่าหวังว่าคนอื่นจะนำความรู้จากหนังสือเล่มนั้น ไปใช้ประโยชน์ได้ 5) เพื่อเป็นข้อเตือนใจว่า เมื่อเราอ่าน หนังสือเล่มใดแล้ว ทั้งๆ ที่ผู้เขียนสรุปไว้ดีแล้ว แต่ เรายังไม่สรุปออกมาเป็นความเข้าใจในเชิงใช้งาน ก็ยังเอาความรู้จากหนังสือไปใช้ไม่ได้ เท่ากับว่าเรา อ่านฟรี เสียเวลาไปเปล่าๆ โดยไม่ได้สาระสำคัญ อะไรเลย ด้วยเหตุผลเหล่านี้ หลวงพ่อจึงต้องเขียน สรุปหัวใจสําคัญของหนังสือเล่มนั้นๆ ไว้เสมอ เพื่อ ให้ตนเองนำความรู้ไปใช้งานได้นั่นเอง และภาย หลังเมื่อเราย้อนกลับมาอ่านใหม่ ก็กลายเป็นการ เตือนความจํา ทำให้เราไม่ลืมความเป็นมาของ การทํางานนั้นๆ ข้อควรระวังในการอ่าน แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่รักการอ่านนั้น มีข้อ ควรระวังอยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ที่หลวงพ่อได้ประสบมา ด้วยตนเอง ๑. หนังสือบางเล่ม ผู้เขียนกล่าวไว้ในทำนอง ความน่าจะเป็น หรือเพียงแต่เคยได้ยินมา เขายัง ไม่เคยพิสูจน์มาด้วยตัวเอง แต่เราอ่านไม่ระวัง อ่าน ไม่ละเอียด คิดว่าทำได้จริง จึงเกิดความผิดพลาด เกือบถึงชีวิตตามมา นี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องรอบคอบ ๒. นอกจากนี้ ยังมีข้อควรระวังด้วยว่า บางคนอ่านหนังสือมามาก จำได้แม่นว่าได้คล่องปาก จึงหลงตัวเองว่าวิเศษกว่าผู้อื่น เห็นคนอื่นโง่กว่าตัว ผลสุดท้ายกลายเป็นว่า ใครที่คิดไม่ตรงกับ ตน คนนั้นมีความผิด ทั้งๆ ที่ตนเองก็ได้แต่จำ ขี้ปากเขามาโม้ ไม่ได้ค้นคิด ค้นคว้าด้วยตัวเอง พระพุทธองค์เรียกบุคคลแบบนี้ว่า ปริยัติงูพิษ คือ ยิ่งเรียนยิ่งเป็นโทษต่อตัวเอง ขอให้ระวังเรื่องนี้ให้ดี ระดับของปัญญา คนที่ฉลาดจริงๆ นั้น ยิ่งเรียนจะยิ่งรู้สึกว่า ตนเองยังไม่รู้ จึงรีบขวนขวายให้ยิ่งๆ ขึ้นไป คนที่ ฉลาดในการอ่านนั้น เขาจะต้องรู้ว่า ปัญญามี ระดับ คือ ล ๑) สุตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการ อ่านมากฟังมาก จนกระทั่งจดจำไว้ได้ เรียกง่ายๆ ว่า “รู้” ๒) จินตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจาก การนําความรู้มาไตร่ตรองพิจารณา เพื่อเพิ่มพูน ความเข้าใจถูกให้ถูกต้อง-ชัดเจน-ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไป เรียกง่ายๆ ว่า “รู้คิด
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More