ข้อความต้นฉบับในหน้า
๙๔
แต่อนาถบิณฑิกเศรษฐีท่านถือว่าคุ้ม เพราะท่าน
เห็นบุญ ท่านเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในแล้ว ได้
ดวงตาเห็นธรรม รู้ว่าสิ่งที่ทำไปมีมูลค่าขนาดไหน
ท่านทุ่มเลย ความรู้สึกเสียดายไม่มีแม้แต่นิดเดียว
ในจิตใจ แล้วไม่ใช่แค่นี้ ถึงตอนที่วิบากกรรมในอดีต
ตามมาทัน ที่ค้าขายก็เสียหายไปบ้าง ทรัพย์สิน ที่
ฝังไว้ถูกน้ำพัดไปอีก ที่คนยืมไปก็โดนโกงอีก จน
กระทั่งทรัพย์แทบหมดทีเดียว แม้อยากจะเลี้ยงพระ
อาหารดีๆ ยังไม่มีเลี้ยง ได้แค่เอาน้าข้าวต้มกับ
ผักกาดดองเลี้ยงพระ จากมหาเศรษฐีใหญ่ ทำบุญ
ได้แค่น้ำข้าวต้มกับผักกาดดอง จนเทวดาที่อยู่ที่ซุ้ม
ประตูบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเหาะลงมาห้ามว่า
"เลิกท่าบุญได้แล้ว ยากจนจนกระทั่งไม่มีจะกินอยู่
แล้ว เลิกเถอะ”
เทวดาที่อยู่บนซุ้มประตูนี้ เวลาพระเดินผ่าน
ก็อยู่ข้างบนไม่ได้ ต้องลงมาจากซุ้มประตู เวลา
พระผ่านไปค่อยขึ้นไปใหม่ ขึ้นๆ ลงๆ วันหนึ่ง
หลายรอบ ก็เลยเบื่อ รำคาญ เป็นมิจฉาทิฐิ คิดว่า
จะยุให้เศรษฐีเลิกทำบุญ จะได้ไม่มีพระมาที่นี่
ตัวเองจะได้เลิกขึ้นๆ ลงๆ
ถ้าเป็นคนทั่วไปในปัจจุบัน ทุ่มทำบุญใหญ่
ขนาดนี้ แล้วกลายจากเศรษฐีใหญ่มายากจนลง
ยังไม่ทันมีใครห้ามหรอก ตัวเองคงเริ่มคิดแล้วว่า
บุญมีจริงหรือเปล่า ทำไมบุญไม่เห็นช่วยเลย ยิ่งถ้า
มีคนมาห้ามอย่างนี้ เผลอๆ เลิกทำบุญไปเลย ความ
ศรัทธาคลอนแคลนทีเดียว แต่นี่ไม่ใช่คนธรรมดา
มาห้าม เทวดาเหาะลงมาห้ามเลย แล้วท่านเศรษฐี
ทำอย่างไร
ท่านไล่เทวดาออกจากบ้านเลย พอเจ้าของ
บ้านไม่อนุญาตเทวดาอยู่ไม่ได้ เลยไปปรึกษากับ
เจ้าสวรรค์ทีละชั้นจนได้คำแนะนำว่าต้องมาขอขมา
เศรษฐี โดยไปเอาหนี้ที่คนยืมไปมาคืน ทรัพย์สินที่
ถูกน้ำพัดพาไปหาทางเอาคืนมาให้ได้ อะไรต่างๆ
เหล่านี้ เป็นต้น จนเศรษฐีมีฐานะฟื้นคืนขึ้นมา แล้ว
เทวดาก็มาขอขมา เศรษฐีก็ให้อภัย เทวดากลับมา
เป็นสัมมาทิฐิแล้วอยู่ที่ซุ้มประตูตามเดิม
คนที่เห็นคุณค่าของบุญ และมีเป้าหมาย
ชีวิตชัดเจน จะไม่หวั่นไหวแม้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขา
พร้อมจะทุ่ม ทุ่มไปแล้วอุปสรรคเกิดขึ้นก็ยังไม่ท้อ
ยังเดินหน้าต่อไป เพราะเป้าหมายมั่นคง เพราะฉะนั้น
เราจะทุ่มขนาดไหน ข้อที่ ๑. อยู่ที่ว่า เป้าหมายตัว
เราขนาดไหน ถ้าเป้าหมายชัดเจนละก็ ไม่หวั่นไหว
เดินหน้าเต็มตัว ๒. บุคคลผู้นั้น เห็นคุณค่าของบุญ
ขนาดไหน เพราะว่าประโยชน์ที่เกิดกับคนในโลกมี
๓ ชั้น คือ ๑. ประโยชน์ในชาตินี้ อย่างที่คนทั่วไป
มองเห็นกัน ฐานะการงานดี สุขภาพดี ครอบครัวดี
ทุกอย่างราบรื่น มีชื่อเสียง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
นั่นคือ ประโยชน์ชาตินี้ ๒. ประโยชน์ในชาติหน้า
ละโลกไปแล้วไปเกิดที่ไหน เกิดในสุคติโลกสวรรค์
หรือว่าไปลงอบาย และข้อ ๓. คือประโยชน์อย่างยิ่ง
ได้แก่ การหมดกิเลส เข้านิพพาน
คนโดยทั่วไปในโลกจะเห็นประโยชน์ชั้นที่
๑
คือ ประโยชน์ชาตินี้ แต่ประโยชน์ชาติหน้ามักไม่
ค่อยทราบ ไม่ค่อยมั่นใจ ยิ่งข้อ ๓ ปัจจุบันลองไป
ถามดูเถอะ ๑๐๐ คน ที่ตอบว่าอยากจะไปนิพพาน
มีสักกี่คน คนหนึ่งจะถึงหรือเปล่ายังไม่ค่อยแน่ใจ
นี่คือเรื่องจริง ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์คอยตอกย่า
สั่งสอนอบรมจริงๆ น้อยคนที่จะมีเป้าหมายชีวิต
ที่ชัดเจน
เพราะฉะนั้น คนที่เขายังเห็นคุณค่าของบุญ
แค่ผิวๆ เผินๆ มองแค่ประโยชน์ชาตินี้ เวลาก็จะ
ทำก็ทำแบบฉาบฉวย มีร้อยบาททำบาทหนึ่งก็
ถือว่าใช้ได้แล้ว เงินเดือนห้าหมื่นทำห้าร้อย ก็
ถือว่าทำมากแล้ว ต้องแบ่งเงินไปช็อปปิ้ง ดูหนัง