ข้อความต้นฉบับในหน้า
ประมาณ เรื่องมีอยู่ว่า ในยุคของพระวิปัสสี
พุทธเจ้า ท่านออกบวชเป็นดาบส อาศัยอยู่
ในหิมวันตบรรพต วันหนึ่งท่านเห็นพระผู้มี
พระภาคเจ้าเหาะผ่านไปทางอาศรม เห็น
พระฉัพพรรณรังสีเปล่งออกจากพระวรกาย
จึงบังเกิดความเลื่อมใสในพุทธรังสี คิดว่า
"สมณะ งามจริงหนอ รัศมีก็สว่างไสว ยังใจ
เราให้แช่มชื่นนัก ชะรอยสมณะนี้จักเป็น
พระพุทธเจ้า ดังที่เขาร่ำลือกัน" คิดแล้วก็
ไม่รอช้า รีบประคองอัญชลี นอบน้อมถวาย
บังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์
ด้วยบุญนั้น เมื่อท่านละโลกก็ได้ไป
เกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต แล้วบุญยังหนุนส่งให้
เวียนวนอยู่ในเทวโลกทั้ง 5 ชั้น ไม่เคยพลัดตก
ไปในอบายภูมิเลย จนมาถึงในพุทธกาลนี้ ท่าน
ได้บังเกิดในตระกูลเศรษฐี พอโตเป็นหนุ่ม
บุญในตัวก็ตักเตือนให้เห็นโทษของการอยู่
ครองเรือน จึงออกบวชบาเพ็ญเพียร ไม่นานนัก
ก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์
4
ครั้นบรรลุธรรมแล้ว ท่านก็ใคร่ครวญ
ว่า บุญอันใดหนอที่ทำให้เรามีวันนี้ได้ จึงระลึก
ย้อนอดีต และพบการสร้างบุญที่ทำด้วยจิต
อันเลื่อมใสที่ไม่มีประมาณ จึงเปล่งอุทานด้วย
ความโสมนัสว่า “เราอาศัยอยู่ที่ภูเขาหิมพานต์
เรานุ่งห่มหนังสัตว์ ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้มีพระฉวีวรรณดั่งทองคำ ดุจพระอาทิตย์
แผดแสง เสด็จเข้าป่า งดงามเหมือนพญารัง
มีดอกบาน เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระรัศมี แล้ว
นั่งกระโหย่งประนมอัญชลี ถวายบังคมพระผู้มี
พระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีด้วยเศียรเกล้า
ตลอด ๙๑ กัป เราไม่เคยพลัดตกไปสู่ทุคติเลย
เราสมบูรณ์ด้วยคุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา
๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ นี้เป็นผลแห่ง
ความเลื่อมใสในพระพุทธรัศมี
ท่านสาธุชนทั้งหลาย นี้คือตัวอย่างของ
นักสร้างบารมีทีมีความเลื่อมใสศรัทธาใน
พระรัตนตรัย เพียงแค่นำผักตบสีแก้วมรกตไป
บูชาพระเจดีย์เพียงครั้งเดียว ยังได้บุญมากมาย
เมษายน ๒๕๕๙ อยู่ในบุญ ๐๕