ข้อความต้นฉบับในหน้า
ครั้นกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง เมื่อได้ฟังธรรม
จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจะออกบวช
และได้บรรลุธรรม และในที่สุดหากผู้ถวาย
พระองค์หนึ่งในอนาคต ผลบุญจากการถวาย
ตั้งจิตปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ใด
ตู้พระธรรมนี้ จะเป็นพลวปัจจัยเกื้อหนุนให้
เข้าถึงพุทธภูมิในภายภาคหน้า
อานิสงส์ที่กล่าวไว้ในวรรณกรรมยุคปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ดังกล่าว ทำให้สันนิษฐาน
ได้ว่า ชาวสยามน่าจะรู้จักการสร้างและตกแต่งหีบหรือตู้พระธรรมเพื่อถวายเป็นศาสนสมบัติ
มาก่อนหน้านั้นแล้ว แม้ไม่มีหลักฐานชัดเจนแต่ก็สามารถศึกษาประวัติที่มาได้จากหลักฐานข้างเคียง
ตัวอย่างเช่น ข้อความที่ปรากฏในหนังสือสารานุกรมไทยฉบับเยาวชน ซึ่งกล่าวไว้ว่า ในจารึก
ปราสาทพระขรรค์ ที่จารึกภาษาสันสกฤตด้วยอักษรขอม พ.ศ. ๑๙๓๔ พบที่เมืองพระนคร ประเทศ
กัมพูชา ปรากฏค่าว่า "หีบจีน ๕๒๐ ใบ" และปรากฏชื่อเมืองของอาณาจักรโบราณ ซึ่งนักโบราณคดี
เชื่อว่าอยู่ในเขตสยามประเทศ นี้เป็นหนึ่งในหลักฐานที่คาดคะเนได้ว่า
หมู่ชนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รู้จักใช้หีบมาตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษ
ที่ ๑๘ ซึ่งตรงกับสมัยสุโขทัย
หีบในช่วงแรกที่ได้รับอิทธิพลจากจีน
ใช้บรรจุเสื้อผ้าหรือสิ่งของเครื่องใช้ เมื่อนิยมใช้
สืบทอดเรื่อยมา จึงเริ่มมีการดัดแปลงออกแบบ
ให้เหมาะกับประโยชน์การใช้สอยในวิถีชีวิตของ
คนไทย หากเป็นหีบหรือตู้ของชนชั้นสามัญ
ทั่วไป วัสดุและการตกแต่งอาจไม่วิจิตรหรูหรา
นัก แต่หากเป็นของชนชั้นสูงย่อมใช้วัสดุ
คุณภาพดีและตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง โดย
เฉพาะหากหีบและตู้นั้นสร้างขึ้นเพื่อรองรับ
พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
วัสดุและการตกแต่งย่อมละเอียดประณีตยิ่งๆ
ขึ้นไป เกิดการผสมผสานเป็นผลงานพุทธศิลป์
๘๖ อยู่ในบุญ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
ที่มีเอกลักษณ์ เก็บไว้ในหอไตรตามอาราม
ต่างๆ จากหีบทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ที่ได้รับ
อิทธิพลจากจีน ก็ปรับเป็นหีบพระธรรมทรง
สี่เหลี่ยม ด้านล่างทําฐานสอบเข้า ส่วนปากหีบ
เผยออก มีฝาครอบปิดด้านบน มีหูทำด้วย
โลหะด้านข้างทั้ง ๒ ด้าน หรือพัฒนาจากหีบ
กลายเป็นตู้ด้วยการต่อขาลงมา ๔ มุม ตู้ด้านบน
สอบเข้า ด้านหน้าด้านหลังกว้างกว่าด้านข้าง
มีประตูเปิดปิด ๒ บาน ภายในมีชั้นไม้สำหรับ
วางห่อคัมภีร์ใบลาน ๓-๔ ชั้น
๓-๔ ชั้น ขนาดของตู้
แตกต่างกันไป จำแนกตามลักษณะของ “ขา”
หรือ “ฐาน” ได้ ๔ แบบ