การฝึกฝนพระภิกษุ วารสารอยู่ในบุญ ปี 2559 ฉบับที่ 160 หน้า 107
หน้าที่ 107 / 141

สรุปเนื้อหา

เรียกว่า Sophomore ตอนนี้ถ้าทำผิดต้อง ถูกด่าหนิถูกลงโทษแล้ว เพราะถือว่าควรจะ ปรับตัวได้พอประมาณ พอปี ๓ เรียกว่า Junior ปี ๔ เรียกว่า Senior คราวนี้ถ้าเผลอทำ ผิดระเบียบ ผิดวินัย ต้องถูกลงโทษหนักขึ้น ตามลำาดับ ไม่มีการรอลงอาญาแล้ว ในทางพระพุทธศาสนาก็เช่นกัน ผู้ที่เข้ามา บวชใหม่ในปีแรกเรียกว่า พระนวกะ มีฐานะ เป็นเสมือนน้องใหม่ แต่ช่วงเวลาการเป็น น้องใหม่ของท่านไม่ใช่ปีเดียว โดยเฉลี่ยก็ ๕ ปี แม้มีเวลาฝึกตัวนานอย่างนี้ใช่ว่าจะแก้ไขนิสัย ที่ไม่ดีได้หมด อย่างมากก็ได้เพียงอย่างสองอย่าง ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น? ก็ไม่ต้องไปถามใคร ถามตัวเราเองนี่แหละ เรารู้ไหมว่านอนตื่นสาย ไม่ดี....รู้ ใคร ๆ ก็รู้ แล้วทำไมไม่พยายามแก้ไข ก็พยายามแก้ไขจนนาฬิกาปลุกพังไปหลายเรือน แล้วก็ยังไม่ค่อยสำเร็จ นิสัยไม่ดีอื่น ๆ ก็เช่น

หัวข้อประเด็น

- การฝึกฝนพระภิกษุ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

เรียกว่า Sophomore ตอนนี้ถ้าทำผิดต้อง ถูกด่าหนิถูกลงโทษแล้ว เพราะถือว่าควรจะ ปรับตัวได้พอประมาณ พอปี ๓ เรียกว่า Junior ปี ๔ เรียกว่า Senior คราวนี้ถ้าเผลอทำ ผิดระเบียบ ผิดวินัย ต้องถูกลงโทษหนักขึ้น ตามลำาดับ ไม่มีการรอลงอาญาแล้ว ในทางพระพุทธศาสนาก็เช่นกัน ผู้ที่เข้ามา บวชใหม่ในปีแรกเรียกว่า พระนวกะ มีฐานะ เป็นเสมือนน้องใหม่ แต่ช่วงเวลาการเป็น น้องใหม่ของท่านไม่ใช่ปีเดียว โดยเฉลี่ยก็ ๕ ปี แม้มีเวลาฝึกตัวนานอย่างนี้ใช่ว่าจะแก้ไขนิสัย ที่ไม่ดีได้หมด อย่างมากก็ได้เพียงอย่างสองอย่าง ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น? ก็ไม่ต้องไปถามใคร ถามตัวเราเองนี่แหละ เรารู้ไหมว่านอนตื่นสาย ไม่ดี....รู้ ใคร ๆ ก็รู้ แล้วทำไมไม่พยายามแก้ไข ก็พยายามแก้ไขจนนาฬิกาปลุกพังไปหลายเรือน แล้วก็ยังไม่ค่อยสำเร็จ นิสัยไม่ดีอื่น ๆ ก็เช่นกัน ใครที่กำลังใจเข้มแข็งก็แก้ได้เร็ว แต่ใครที่ กำลังใจอ่อนปวกเปียกต้องใช้เวลามากหน่อย อย่างไรก็ดี ท่านว่าควรแก้ไขตัวเองให้ได้ภายใน เวลา ๕ ปี พ้นช่วงเวลาการเป็นพระนวกะเข้าพรรษา ที่ ๖-๑๐ เรียกว่า พระมัชฌิมะ มัชฌิม แปลว่า ปานกลาง มีเกณฑ์ว่าน่าจะแก้ไขตัวเองได้ สักครึ่งค่อนแล้ว พรรษาที่ ๑๑-๒๐ เรียกว่า พระเถระ เกินกว่านั้นตั้งแต่พรรษาที่ ๒๑ เป็นต้น ไปเรียกว่า พระมหาเถระ ถือเป็นพระผู้ใหญ่ ระดับครูบาอาจารย์ ความสำรวมระวังของท่าน ก็มากขึ้นเป็นลำดับ แต่ถึงอย่างนั้นตราบใดที่ยัง ไม่หมดกิเลส ท่านก็ยังมีโอกาสทำผิดพลาด พลั้งเผลอในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้างเป็นธรรมดา | ในเรื่องของการติดรสอาหารนี้ พระสัมมา- สัมพุทธเจ้าทรงเล่าถึงการบิณฑบาตครั้งแรก และการเอาชนะใจของพระองค์เองว่า “...ครั้งนั้น เราเสด็จออกจากวัง ทรงม้าข้ามแคว้นไป ตามลำดับ รุ่งขึ้นเช้าก็ปลงผม อธิษฐานบวชเอง เสร็จแล้วจึงออกบิณฑบาต เราได้รับอาหารจาก ชาวบ้านป่า ได้มาแล้วก็ฉันไม่ลง..." ในวัง ทรงเล่าว่าเคยเสวยแต่อาหารดี ๆ ปุบปับมาเจออาหารแบบชาวบ้านซึ่งไม่ประณีต เห็นแล้วฉันไม่ได้ มันเขละขละเหมือนอาเจียน ต้องทรงนั่งพิจารณาอยู่นานกว่าจะตัดสินใจฉัน เข้าไปได้ นี่ขนาดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งทรง มีกำลังใจเข้มแข็งมากยังต้องทรงพิจารณาแล้ว พิจารณาอีก เพราะฉะนั้นสงสารพระบวชใหม่ กันบ้างเถิด อย่าค่อนขอดจ้องจับผิดท่านเลย ก็มี อย่างไรก็ตาม ที่ใจคอเด็ดเดี่ยวจริง ๆ เช่น ในอดีตมีพระอรหันต์รูปหนึ่ง ท่านปลงใจ ในเรื่องอาหารได้อย่างน่าเลื่อมใสมาก มีเรื่อง เล่าว่า ครั้งหนึ่งท่านออกบิณฑบาต พบขอทาน คนหนึ่งกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ริมทาง บ ธรรมเนียมการรับประทานอาหารของชาวอินเดีย สมัยนั้นเขาเอาอาหารใส่รวมกันในถาดเพียงถาด เดียว ส่วนมากเป็นอาหารแห้ง ๆ มีอะไรก็ คลุก ๆ เข้าด้วยกัน ไม่แบ่งเป็นจาน ๆ อย่าง พวกเรา เวลารับประทานก็นั่งล้อมวงรับประทาน พร้อมกันทั้งครอบครัว ช้อนก็ไม่ใช้ ใช้มือหยิบ อาหารใส่ปากเลย ขอทานคนนี้เป็นโรคเรื้อนงอมแงม นิ้วมือ แต่ละข้อแทบจะหลุดทั้งนั้น แต่ถึงแม้ยากจน เขาก็ใจบุญ พอเห็นพระอรหันต์บิณฑบาต ตรงมา ก็ดีใจว่าวันนี้จะได้ถวายทาน รีบเอามือ กวาดอาหารในถาดกันไว้เป็นแถบ ว่าแถบนี้ ยังไม่ได้กิน แถบโน้นกินแล้ว จากนั้นก็ยกถาด ขึ้นสาธุท่วมหัว นิมนต์พระอรหันต์ให้รับบาตร พระอรหันต์รูปนี้รับอาหารของขอทาน ๆ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ อยู่ในบุญ ๑๐๕
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More