ข้อความต้นฉบับในหน้า
พระสารีบุตรซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอัครสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นแขนขวาของ
พระองค์ทีเดียว เลิศด้วยปัญญา ตลอดชีวิตของพระสารีบุตร ท่านมีแต่ความกตัญญู
กตเวทีต่อครูบาอาจารย์ของท่านเป็นอย่างยิ่ง 55
ถ้าท่าอะไรไม่ได้ อย่างน้อยก็เอาอวัยวะส่วนที่สูงที่สุดในร่างกาย
คือศีรษะหันไปบูชาครูก็ยังดี นี่คือจิตใจของท่าน
อะไรที่ท่าให้กับครูบาอาจารย์ท่านได้ ท่านทำเต็มที่
ถ้าวันนั้นทำไม่ได้ อย่างน้อยหันศีรษะไปบูชาครูก่อนนอนก็ยังดี นี่
คือจิตใจของท่าน และนี่เป็นนิสัยติดตัวของท่านมาข้ามภพข้ามชาติ
คือมากด้วยความกตัญญูกตเวทีข้ามภพข้ามชาติมา มาชาตินี้จึงยิ่งด้วย
ปัญญากว่าพระสาวกองค์อื่น
ทีนี้ ถามว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ทำไมความกตัญญูจึงทำให้มีปัญญาขึ้นมาได้ ดูง่าย ๆ อย่างนี้
คือพระคุณของคนที่ท่ากับเรา ใครทำความดี ใครช่วยเหลือ ใครเกื้อกูลเรามาก่อน นั่นคือพระคุณที่เราได้รับ
ทีนี้ เพราะได้รับพระคุณอย่างนั้น ทำให้บางคนเมื่อได้พระคุณที่เขาทำมา ทำให้รอดชีวิตบ้าง บางทีก็ทำให้
ได้ความรู้เพิ่มเติมบ้าง ได้ธรรมะเพิ่มเติมบ้าง ได้ความดี ความสามารถเพิ่มเติมบ้าง ซึ่งความรู้ ความดี
ความสามารถ เหล่านี้เงินซื้อไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตของเรา ใครจะเอาสมบัติทั้งโลกมาแลก เราก็ไม่เอา
เราเอาชีวิตดีกว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ เมื่อใครมีพระคุณต่อเรา จำไว้เลยว่าพระคุณนั้น ใช้ไม่หมด เมื่อใคร
มีพระคุณต่อเราแล้ว ใช้ท่านไปตลอดชีวิต ถ้ายังไม่ตาย ท่านยังไม่ตาย หรือเรายังไม่ตาย มีโอกาสเป็น
ต้องตอบแทนพระคุณกัน
แม้ที่สุดท่านตายแล้ว เรายังอยู่ก็ต้องหาทางตอบแทนพระคุณ เช่น ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ก็ยังดี
และการที่เราจะต้องเค้นศักยภาพในตัวของเราไปตอบแทนพระคุณท่านตลอดชีวิต ทำให้เราต้องเค้นสติปัญญา
ขึ้นมา สะสมสติปัญญาเพิ่มพูน เต้นสติปัญญาที่มีแต่เดิมเอามาหาทางตอบแทนพระคุณท่านซึ่งเคยมีต่อเรา
เพียงท่านใดท่านหนึ่งมีพระคุณต่อเรา เราก็ถูกบังคับให้ต้องเค้นสติปัญญาขึ้นมา เพื่อหาทางไปตอบแทน
พระคุณท่าน