ข้อความต้นฉบับในหน้า
๑๐๓
นี่คือปฏิกิริยาของใจ แล้วพอคิดอย่างนี้ใจเป็นกุศล
บาปอกุศลจะคลายตัวลง บุญจะมีกำลังแข็งแกร่งขึ้น
แล้วมาเชื่อมติดที่ใจของเรา ดึงดูดสิ่งดีเข้ามาหา
เรา ใจคนเรามีอานุภาพดึงดูดได้ ถ้าคนที่ไม่ดีจะ
ดูดเอาคนที่ไม่ดีมาหา คนที่ดีก็จะดูดคนดีๆ เข้ามาหา
ท่านใช้คำว่าสัตว์โลกจะรวมกลุ่มกันตามอายตนะ
เหมือนอย่างนี้ ถ้าเราเอาขวดโหลมาใบหนึ่ง เอาผึ้ง
ใส่ไปตัวหนึ่ง เอาแมลงวันใส่ไปตัวหนึ่ง ตอนปิดฝา
โหลอยู่มันก็อยู่ด้วยกันจริงไหม แต่พอเปิดฝาโหล
ออกมาแล้ว ฝั่งก็บินปรอไปหาเกสรดอกไม้ ไปดูด
น้ำหวาน แล้วแมลงวันไปไหน พักเดียวสอดส่าย
สายตาไปหากองอุจจาระบ้าง ผลไม้เน่าๆ บ้าง
มันพอใจของมันอย่างนั้น มันแยกกันไปโดยอายตนะ
เช่นเดียวกันถ้าเรามีความคิดที่จะให้ปลูก
ขึ้นมาในใจ ความคิดนั้นจะดึงคนที่คิดจะให้เหมือนๆ
กับเรามา พอต่างคนต่างคิดจะให้มารวมกลุ่มกัน
ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดดีๆ มันเกิดขึ้นมา
มหาศาล ประสานกลมกลืนได้อย่างดี แต่คนที่คิด
จะเอา ก็จะดึงดูดเอาคนเห็นแก่ตัวเข้ามา แล้วพอ
มาอยู่ด้วยกันจะมีปัญหากระทบกระทั่งกันมากมาย
เพราะแต่ละคนคิดแต่จะเอาๆ บริษัทห้างร้านไหน
ต้องการความเจริญก้าวหน้า จะต้องปลูกฝังความ
คิดให้ ทั้งเจ้าของบริษัท แล้วเป็นแนวคิดหลักของ
บริษัทด้วย ความเจริญก้าวหน้าที่แท้จริงจึงจะเกิด
ขึ้นมาได้
ล
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแบ่งการให้เป็น
ประเภทคือ วัตถุทาน ได้แก่การให้วัตถุสิ่งของต่าง ๆ
วิทยาทาน คือการให้ความรู้ ถ้าเป็นการให้ธรรมะ
ถือว่าเป็นธรรมทาน อภัยทาน คือมีอะไรขึ้นมาก็
ให้อภัย ไม่ถือโทษโกรธเคือง ไม่ผูกใจเจ็บกัน
พร้อมใจให้อภัยเข้าใจซึ่งกันและกัน
ทั้ง ๓ ส่วน มาดูซิว่า ยิ่งให้ยิ่งได้ จริงไหม
ข้อแรกวัตถุทาน มองในแง่ธุรกิจ ปกติธุรกิจ
จะต้องแสวงหาผลกำไร แล้วดูซิว่ายิ่งให้ยิ่งได้จริง
หรือเปล่า ธุรกิจไหนผลิตสินค้าออกมาขายแล้ว คิด
แต่จะเอา คือทำของคุณภาพประหยัด ๆ ต่ำ ๆ แล้ว
ขายราคาแพงๆ เพื่อจะได้กำไรเยอะๆ ระยะยาว
จะไปลำบาก แต่ถ้าใครพยายามผลิตสินค้าให้
ถ้าเรามีความคิดที่จะให้ปลูกขึ้นมาในใจ
ความคิดนั้นจะดึงคนที่คิดจะให้เหมือนๆ กับ
เรามา พอต่างคนต่างคิดจะให้มารวมกลุ่มกัน
ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดดีๆ มันเกิดขึ้น
มามหาศาล...