ข้อความต้นฉบับในหน้า
182
นับตั้งแต่เราเกิดมาจนกระทั่งบัดนี้
ให้เราหมั่นพิจารณาว่า พื้นฐานของชีวิตนั้นเป็นทุกข์
ทุกข์ทั้งกายและใจ ทุกข์มาก ทุกข์น้อย ไม่ว่าจะเกิดเป็น
อะไร มีฐานะแค่ไหนก็ตาม จะเป็นคนรวย คนฐานะ
ปานกลาง คนยากจน ล้วนแต่มีทุกข์ทั้งสิ้น เศรษฐี
ก็ทุกข์อย่างเศรษฐี ชนชั้นกลางก็ทุกข์อย่างชนชั้นกลาง
ชนชั้นล่างก็ทุกข์อย่างชนชั้นล่าง ล้วนมีทุกข์เหมือน ๆ
กันคือ ทุกข์จากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความ
พลัดพรากจากสิ่งที่รัก ประสบสิ่งอันไม่เป็นที่รัก
ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นเป็นความทุกข์สากลที่ทุกคน
จะต้องเจอ
พื้นฐานชีวิตเป็นทุกข์ เพราะว่าทุกชีวิตตกอยู่ภายใต้
กฎแห่งกรรม กฎแห่งไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา เพราะกิเลส
อาสวะบังคับบัญชาอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราทำ
พระนิพพานไม่แจ้ง หรือเข้าไม่ถึงพระรัตนตรัยในตัว
เราก็จะทุกข์มากมายเช่นเดียวกับชาวโลกทั้งหลายที่เขา
มีความทุกข์อยู่ร่ำไป
เราจะสามารถเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในตัวได้ด้วย
การรวมใจของเรากลับเข้าไปหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย
ฐานที่เจ็ด ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือ
จากสะดือขึ้นมาสองนิ้วมือ โดยสมมุติว่าเราหยิบ
เส้นด้ายขึ้นมาสองเส้น นำมาขึงให้ตึง จากสะดือทะลุ
ไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไปด้านซ้ายอีก
เส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัด
เล็กเท่ากับปลายเข็ม เหนือจุดตัดนี้ขึ้นมาสองนิ้วมือ
เรียกว่าศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด หรือจำง่าย ๆ ว่า
อยู่บริเวณกลางท้องของเรา เหนือสะดือขึ้นมาสองนิ้วมือ
เราสามารถดับความทุกข์และสร้างเสริมกำลังใจได้
ด้วยการหยุดใจไว้ที่ตรงนี้ นำใจที่ฟุ้งซ่านซัดส่ายไปมา
คิดไปในเรื่องราวต่าง ๆ มาหยุด ณ ศูนย์กลางกาย
ฐานที่เจ็ด ทำใจหยุดนิ่งอย่างเดียว อย่างสบาย ๆ เฉย ๆ
โดยไม่ต้องคิดอะไรเลย หรือจะนึกถึงบริกรรมนิมิตเป็น
ภาพทางใจ เป็นสัญลักษณ์ของพระรัตนตรัย เช่น
พระแก้วขาวใสแทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือดวงแก้ว
ใส ๆ แทนธรรมรัตนะ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หรือจะนึกถึงพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีผู้ค้นพบ
วิชชาธรรมกายแทนสังฆรัตนะก็ได้ จะนึกเป็นภาพหรือ
183