ข้อความต้นฉบับในหน้า
ฉะนั้น เมื่อบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว จะเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย
จึงมองโลก มองภพ เหมือนกับมีกองเพลิงสุมอยู่ เราร้อนหาความสุข
ที่ไหนไม่ได้เลย เมื่อเป็นดังนี้จึงคลายกำหนด จิตก็บริสุทธิ์ หลุดพ้นจาก
กิเลสจนเข้าสู่สมภพ มันจะเรียงกันไปอย่างนี้ ตามขั้นตอนของอารมณ์
คล้ายๆ กับพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ตอนก่อนบวช ท่านก็
สนุกสนานตามประสาเด็กหนุ่ม คิดจะนอนกันไป มีการละเล่นกันไหมจะพบ
ทั้งสองท่านที่นั่น แต่มีอยู่วันหนึ่ง ท่านทั้งสองต่างนั่งเงียบ เขาโศกกัน
ท่านก็เลย เขาดอกกัน ท่านก็เลย เงียบสงัดๆ เขาโศกกัน
ท่านก็เลย เขาดอกกัน ท่านก็เลย เงียบสงัดๆ เขาโศกกัน
ท่านก็เลย เขาดอกกัน ท่านก็เลย เงียบอย่างเดียวไม่พอ
ยังเบื่ออีกด้วย ในที่สุดก็หันหน้าเข้าหากันโดยไม่ได้ดนัดหมาย
แล้วคำถามเดียวกันออกมาจากปากพร้อมๆ กัïบว่า “เอ๊ะ วันนี้ท่าน
แปลก ทำไมดูการละเล่นแล้วไม่เห็นท่านมีความสุขเลย บทที่เขาทุกข์ บทที่
เขาสุข บทที่เขาดอกขบขัน ท่านก็เลยๆ เหมือนไม่มีอารมณ์” แล้วทั้งคู่บอก
ความในใจต่อกันว่า “มันเบื่อ ทำไมเบื่อก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่เคยสนุก เคยชอบ ทำไม
วันนี้ไม่ชอบ มันเบื่อ” นั่นคือบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว ในที่สุดก็ออกบวชทั้งคู่
บางท่านไม่เข้าใจเองว่า นิพพานเป็นสุขทั้งนั้น การคิดอย่างนี้
คือยังห่างไกลมากเลย เพราะนิพพานนั้นเป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นเอกัตมงคลสุข
ที่ชุ่มชื่น ตื่นตัวภายใน กว้างขวาง เป็นอิสระ ไม่มีขอบเขต เป็นตัวของตัวเอง
มีความอิ่ม ความเต็ม เป็นความพออยู่ในตัว เมื่อไออารมณ์อย่างนี้แล้ว
อย่างอื่นก็ไม่ต้องการ อารมณ์ของพระนิพพานมันต้องเข้าสถึง เมื่อถึงแล้วเราจะไม่ต้องการอะไรในชีวิตอีกเลย และจะเห็นว่าสำหรับแล้วนั้น ชีวิตมีแต่
ความซ้ำซาก เวียนวนไปมา แต่สุขในนิพพานเป็นสุขมาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จึงใช้คำว่า “นิพพานัง ประมัง สุขัง” นิพพานเป็นบรมสุข เป็นอรูปพราม
บรมสุข คือ สุขจริงๆ เลย