การอวดอุตริมนุสธรรมในพระ วารสารอยู่ในบุญ EU ปี 2559 ต้นทาง 701 หน้า 29
หน้าที่ 29 / 179

สรุปเนื้อหา

คำว่า "อวดอุตริมนุสธรรม” พูดง่าย ๆ ก็คือ การกระทำของพระที่อวดอ้างคุณความดี หรือคุณวิเศษของตน ถ้าตัวท่านมีคุณวิเศษ อย่างนั้นจริง ๆ ก็ถือเป็นอาบัติเบาที่เรียกว่า “อาบัติปาจิตตีย์" แต่ถ้าท่านไม่มีคุณวิเศษ อย่างนั้นจริง ๆ ก็เป็นอาบัติหนักถึงขั้น “ปาราชิก เปรียบเหมือนคนเอาทรัพย์สมบัติมาอวดว่า ตัวเองมั่งมี ถ้าเป็นของตัวเองจริง พอคนอื่นเห็น เขาก็อาจหมั่นไส้ แต่ถ้าสมบัติที่เอามาโอ้อวด ทรงอภิญญาใด ๆ ของท่านเลย แถมเวลาจะ เทศน์สอนยังพูดทุกครั้งว่า “หลับตาฝันเป็นตุ เป็นตะ ตื่นขึ้นมาหาวหนึ่งที แล้วนำมาเล่าให้ฟัง เป็นนิยายปรัมปรา ให้พอเป็นความรู้ติดแข้ง ติดขา ถ้าจะไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แถมยังไม่เคยมีสักครั้งที่ท่านจะกล่าว อวดอ้างว่า ท่านนั่งสมาธิไปดูด้วยตนเอง หรือ ใช้ญาณทัศนะของท่านไประลึกชาติ เพื่อดู เรื่อ

หัวข้อประเด็น

- การอวดอุตริมนุสธรรมในพระ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

คำว่า "อวดอุตริมนุสธรรม” พูดง่าย ๆ ก็คือ การกระทำของพระที่อวดอ้างคุณความดี หรือคุณวิเศษของตน ถ้าตัวท่านมีคุณวิเศษ อย่างนั้นจริง ๆ ก็ถือเป็นอาบัติเบาที่เรียกว่า “อาบัติปาจิตตีย์" แต่ถ้าท่านไม่มีคุณวิเศษ อย่างนั้นจริง ๆ ก็เป็นอาบัติหนักถึงขั้น “ปาราชิก เปรียบเหมือนคนเอาทรัพย์สมบัติมาอวดว่า ตัวเองมั่งมี ถ้าเป็นของตัวเองจริง พอคนอื่นเห็น เขาก็อาจหมั่นไส้ แต่ถ้าสมบัติที่เอามาโอ้อวด ทรงอภิญญาใด ๆ ของท่านเลย แถมเวลาจะ เทศน์สอนยังพูดทุกครั้งว่า “หลับตาฝันเป็นตุ เป็นตะ ตื่นขึ้นมาหาวหนึ่งที แล้วนำมาเล่าให้ฟัง เป็นนิยายปรัมปรา ให้พอเป็นความรู้ติดแข้ง ติดขา ถ้าจะไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แถมยังไม่เคยมีสักครั้งที่ท่านจะกล่าว อวดอ้างว่า ท่านนั่งสมาธิไปดูด้วยตนเอง หรือ ใช้ญาณทัศนะของท่านไประลึกชาติ เพื่อดู เรื่องราวในอดีตหรือดูการไปเกิดมาเกิดของใคร เพราะอาจไปขโมยหรือปล้นเขามา ซึ่งอย่างนี้ การอวดอุตริมนุสธรรม แต่ท่านมีจุดประสงค์ ตำรวจก็ต้องมาจับ มุ่งเน้นสอนคนให้รู้และเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรม จากพฤติกรรมของท่านจะเห็นว่า นั้นไม่ใช่ของตัวเอง อันนี้แหละเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นการเล่าเรื่องในลักษณะนี้จึงไม่ใช่ แต่ถ้าพระภิกษุผู้นั้นมีคุณวิเศษจริง ๆ และใช้คุณวิเศษนั้น เช่น ใช้ความทรงอภิญญา มาเทศน์สอน เพื่อประโยชน์แห่งการพ้นทุกข์ ของญาติโยม โดยมิได้มีเจตนาเพื่อโอ้อวด ตนเลย ก็ไม่ถือว่าอวดอุตริฯ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็ทรง แสดงธรรมโดยการระลึกชาติแล้วทรงเมตตา น่ามาสอน อีกทั้งยังตรัสว่าคนนั้นคนนี้ตายแล้ว ไปไหน อดีตชาติทำกรรมอะไรมา จะต้องแก้ไข ปรับปรุงตัวอย่างไร หรือกรณีของพระโมคคัลลานะที่เหาะ ไปดูวิมานบนสวรรค์ แล้วเอามากราบทูลถาม พระพุทธเจ้า ก็ไม่ถือว่าอวดอุตริฯ แต่อย่างใด หรืออย่างในยุคใกล้ ๆ นี้ เช่น หลวงปู่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่ท่านใช้ความรู้ที่ได้ จากการทําสมาธิขั้นสูงมาอธิบายนรกสวรรค์ และช่วยให้มนุษย์หายจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือ เอาบุญไปช่วยมนุษย์ที่ตายไปแล้ว ก็ไม่ถือเป็น การอวดอุตริฯ เช่นกัน มาถึงกรณีของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หากคุณลองปลอมตัวเข้ามาเป็นสาวกวัดนี้ คุณจะพบว่า ท่านไม่เคยพูดโอ้อวดตัวถึงความ นอกจากไม่อวดอุตริฯ แล้ว ต้องบอกว่าท่าน ถ่อมตัวด้วยซ้ำ เพราะลองคิดดูเถิด หากคนคน หนึ่ง ตั้งแต่อายุ ๑๙ ปี ก็นั่งสมาธิทั้งวี่ทั้งวัน กับแม่ชีผู้สําเร็จวิชชา (คุณยายอาจารย์มหารัตน อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง) อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง) ที่เป็นศิษย์เอกของ หลวงปู่วัดปากน้ำมาตลอด ตรงจุดนี้ อยากให้ทำใจเป็นกลาง ๆ แล้ว ลองคิดดูเถิดว่า ท่านนั่งสมาธิเยอะขนาดนี้ จะ ไม่บรรลุธรรมอะไรบ้างเลยหรือ? และที่มากไป กว่านั้นท่านยังอ่านพระไตรปิฎกจนหมด สวด พระปาฏิโมกข์ได้ทั้งแบบปกติและสวดย้อน กลับได้อย่างคล่องแคล่วโดยไม่ดูหนังสือเลย พระที่มีความตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมมาเป็น เวลาต่อเนื่องยาวนานอย่างนี้จะไม่มีคุณวิเศษ อันใดบ้างเลยหรือ? แต่เอาเถิด การที่เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย นำเรื่องราวชีวิตหลังความตายของสตีฟ จอบส์ มาเล่า ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีทั้งคนเชื่อและ ไม่เชื่อ เพราะเรื่องนี้ก็สุดแล้วแต่ความคิดของ แต่ละคน เราคงไม่สามารถไปห้ามความคิด ของใครได้ เพราะตราบใดที่เรายังไม่เคยคิด กรกฎาคม ๒๕๕๙ อยู่ในบุญ ๒๗
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More