ข้อความต้นฉบับในหน้า
ระบุพุทธศักราช ๒๐๙๒ ศาสตราจารย์ ทองคำวรรณ
ผู้เชี่ยวชาญการอ่านและเขียนอักษรโบราณ ได้ตรวจสอบ
กับข้อความในหนังสือพระธรรมกายาท พบว่าเนื้อหา
ตรงกับเรื่องพระธรรมกาย นับเป็นหลักฐานธรรมกาย
ชิ้นที่
ชนท ๖
ในส่วนหลักฐานธรรมกายอีก 6 ชิ้น มีทั้งที่เป็น
ภาษาบาลี และภาษาไทย จารด้วยอักษรขอมไทย
อักษรธรรมล้านนา
ทั้งนี้จะขอเริ่มต้นด้วยหลักฐานชิ้นที่
๗
"คัมภีร์อุปปาตสันติ" ซึ่งเป็นวรรณกรรมบาลี
จารึกพระธรรมกาย พ.ศ. ๒๐๙๒
แห่งอาณาจักรล้านนา แต่งขึ้นในลักษณะฉันทลักษณ์ในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ โดย พระมหามังคล
สีลวังสเถระแห่งเมืองเชียงใหม่
มีข้อความกล่าวถึง พระรูปกายและพระธรรมกาย ไว้ดังนี้
๒๕๕. นานาคุณวิจิตตสฺส รูปกายสส
สตฺถุโน สพฺพเทวมนุสฺสานํ มารพนธวิโมจิโนย
เมตตาพเลน มาตา สทา โสตถี กโรตุ โนฯ
๒๕๖. สพพัญญุตาที่กายสฺส ธมฺมกายสุส
สตฺถุโน จกฺขาทุยโคจรสสาปี โคจรสเสว ภูริยา
เตโชพเลน มหตา สพฺพมงคลมตฺถุ โนฯ
Barong
anggug
.
แปลได้ความว่า “๒๕๕ : ด้วยเมตตา-
นุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระศาสดาผู้มีรูปกาย
อันงามวิจิตรด้วยคุณนานาประการ ผู้ทรง
ปลดเปลื้องเวไนยชนจากบ่วงมาร ขอมงคลจงมี
แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดไป”
"๒๕๖ : ด้วยเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่
แห่งธรรมกายมีพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้น
ของพระศาสดา อันมิใช่อารมณ์ของจักษุ
เป็นต้น แต่เป็นอารมณ์ของปัญญาเท่านั้น
ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย”
คัมภีร์อุปปาตสันติ อักษรธรรมลาว
ที่มา : หอสมุดแห่งชาติลาว
จึงเห็นได้ว่าคาถาอุปปาตสันติได้แยก
รูปกายและธรรมกาย ของพระพุทธเจ้าออก
จากกันอย่างชัดเจน โดยระบุว่าธรรมกายของ
พระพุทธเจ้าประกอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณ
เป็นต้น และกล่าวอีกว่า พระธรรมกายสามารถ
เห็นได้ด้วยปัญญา มิใช่ด้วยตาสามัญทั่วไป
จากอายุของคาถาอุปปาตสันติที่ประเมินไว้
เราสามารถสรุปได้ว่า อย่างช้าในพุทธศตวรรษ
ที่ ๒๐ ธรรมกายย่อมเป็นที่รู้จักกันดีในเอเชีย
อาคเนย์และอย่างน้อยในดินแดนล้านนาแล้ว
กรกฎาคม ๒๕๕๙ อยู่ในบุญ ๔๗