ข้อความต้นฉบับในหน้า
๑๔
๑๕
พร้อมกล่าวว่า "ความสนิทสนมกันฐานมิตรที่มีมาประมาณ
แสนกัปสิ้นสุดลงแล้วในวันนี้” จากนั้นทั้งคู่ก็แยกทางกันไป
ในคัมภีร์บันทึกไว้ว่า ขณะที่ทั้งสองแยกจากกัน แผ่นดิน
ไหวสะเทือนปานจะกล่าวว่า “แม้เราสามารถรองรับขุนเขาใน
จักรวาลและเขาพระสุเมรุได้ แต่ไม่สามารถจะรองรับคุณธรรม
ทั้งหลายของท่านทั้งสองได้" ขณะนั้นแม้ยอดเขาพระสุเมรุก็
เอนเอียงบันลือลั่น ในอากาศก็มีฟ้าแลบแปลบปลาบ
และได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ ๔
วิชชา ๓ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖
๑๓
๑๒
จากนั้นปิบผลิพราหมณ์เดินไปพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ประทับขัดสมาธิอยู่ที่ได้ต้นไทร และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ
ในวันที่ ๘ ท่านได้บรรลุอรหัตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ
และต่อมาได้รับการยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นเลิศในทางถือ
ธุดงค์เป็นวัตร
ส่วนนางภัททกาปิลานีไปบวชอยู่ในสำนักปริพาชก
เนื่องจากในสมัยนั้นพระบรมศาสดายังมิได้มีพุทธานุญาต
ให้สตรีบวช ต่อมาเมื่อพระปชาบดีโคตมีเถรีบวชเป็นภิกษุณี
รูปแรกในพระพุทธศาสนาแล้ว นางจึงมาขอบวชเป็นภิกษุณี
ภพหลายชาติ
พระภัททกาปิลานีสร้างบุญในพระพุทธศาสนามาหลาย
และเคยถวายทองคำบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หลายครั้ง ทำให้ท่านสมบูรณ์พร้อมด้วยรูปสมบัติ คือเกิดมามี
รูปงามทุกชาติ และสมบูรณ์พร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ คือได้เกิด
ในตระกูลเศรษฐี มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ในชาติ
สุดท้าย ท่านมีเพียงรูปงามและร่ำรวยเท่านั้น แต่ยังได้บรรลุ
ธรรมเป็นพระอรหันต์ สมบูรณ์พร้อมด้วยคุณสมบัติทั้งปวง
คือถึงพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ ๔ วิชชา ๓ วิโมกข์ ๘
อภิญญา ๖ และยังมีความสามารถในการระลึกชาติจนกระทั่ง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องท่านไว้ในตำแหน่งเป็นเลิศ
กว่าภิกษุณีทั้งหลายในด้านผู้มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เป็น
ภิกษุณี ๑ ในจำนวน ๑๓ รูป
ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเอตทัคคะ
พวกเราทั้งหลายก็เคยสร้างบารมีมาหลายภพหลาย
ชาติเช่นกัน มิฉะนั้นคงไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ได้มา