ข้อความต้นฉบับในหน้า
ée
éé
พระบรมศาสดาพร้อมด้วยผู้ติดตามอีก ๗ คน
เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนา ปุโรหิตกัจจายนะและ
ผู้ติดตาม ๗ คน ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ถึงพร้อมด้วย
ปฏิสัมภิทาญาณ จากนั้น พระบรมศาสดาประทานเอหิภิกขุ
อุปสัมปทาให้
การบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทานั้น ไม่ได้มีลำดับขั้น
ตอนเหมือนการบวชในปัจจุบัน แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง
มีพระดำรัสว่า “จงเป็นภิกษุมาเถิด” เท่านั้น เมื่อสิ้นพระดำรัส
ผม หนวด และเครื่องนุ่งห่มของผู้บวชก็อันตรธานไป มีเครื่อง
อัฐบริขาร ได้แก่ บาตร สบง จีวร เป็นต้น บังเกิดขึ้นด้วยฤทธิ์
และบุญญาธิการที่ผู้บวชสร้างสมมาแต่อดีตชาติ ทำให้ผู้บวช
เป็นประดุจดังพระเถระที่มีพรรษาถึง ๑๐๐ พรรษา
C
เมื่ออุปสมบทแล้ว พระเถระทั้ง ๔ ได้กราบทูล
อาราธนาพระบรมศาสดาเสด็จสู่กรุงอุชเชนี ตามภารกิจที่ได้
รับมอบหมายจากพระราชา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมี
พระดำรัสให้พระมหากัจจายนะไปแทน
เนื่องจากพระมหากัจจายนะเป็นพระภิกษุที่มีความรู้
ความสามารถมาก ท่านจึงสามารถอธิบายธรรมะที่พระบรม
ศาสดากล่าวเพียงย่อ ๆ ให้ละเอียดได้ และสรุปเนื้อหา
พระธรรมเทศนาที่ยาว ๆ ออกมาเป็นหัวข้อย่อย ๆ ได้ ทำให้
ผู้ฟังเข้าใจธรรมะที่ลึกซึ้งได้โดยง่าย ดังนั้น เมื่อท่านไปถึง
กรุงอุชเชนีแล้ว ท่านจึงสามารถแสดงธรรมให้พระราชาทรง
เลื่อมใสได้โดยง่าย และสามารถประดิษฐานพระศาสนาใน
แคว้นอวันตีได้สำเร็จ ทำให้ทั่วทั้งพระนครรุ่งเรืองไปด้วย
ผ้ากาสาวพัสตร์
ด้วยความสามารถนี้ ต่อมาพระบรมศาสดาจึงทรง
ยกย่องท่านว่าเป็นเอตทัคคะ คือ เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ในด้านผู้อธิบายเนื้อความโดยย่อให้พิสดาร
๕
นอกจากมีคุณสมบัติอันเลิศข้างต้นแล้ว พระมหา
กัจจายนะยังมีคุณธรรมที่สูงส่ง มีศีลาจารวัตรที่งดงาม เป็นที่
เคารพรักของมนุษย์และเทวดา ดังจะเห็นได้ว่า เวลาที่ท้าว
สักกเทวราช (พระอินทร์) ได้พบพระมหากัจจายนะ ก็จะทรง