การนำเสนอข่าวพระสงฆ์ในสื่อ วารสารอยู่ในบุญ EU ปี 2558 ต้นทาง 476 เดือนมีนาคม หน้า 101
หน้าที่ 101 / 186

สรุปเนื้อหา

ๆ จุดแตกต่างระหว่างครั้งพระพุทธกาลกับปัจจุบันที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ในครั้งพุทธกาล เสียงโจษจันเกิดขึ้นในวงสังคมรอบ ๆ พระภิกษุรูปนั้น เพราะยังไม่มีวิทยุ ทีวี หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก แต่ปัจจุบันการสื่อสารเป็นไปอย่างกว้างขวาง เรื่องราวสามารถขยายออกไป อย่างรวดเร็ว พอเป็นอย่างนี้ก็ปรากฏว่า ถ้ามีพระอยู่ ๑๐๐ แล้วพระที่ทำสิ่งดี ๆ แต่ไม่เป็นข่าวมี ๙๙ เปอร์เซ็นต์ แค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ทำเรื่องไม่ดี ถ้าลงหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์ขายแสนฉบับ เรื่องนั้น ก็ถูกทำให้แรงขึ้นแสนเท่าแล้ว ถ้าล้านฉบับก็แรงขึ้นล้านเท่า ถ้าออกทีวีอีก ลงในโซเชียลเน็ตเวิร์กอีก ช่วยกันรุมกระหน่ำเข้าไป ผลก็คือ เรื่องของพระที่ทำไม่เหมาะสมเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์ ถูกขยายด้วย แว่นขยายที่มีอานุภาพมาก คือ สื่อสารมวลชนยุคใหม่ จากม

หัวข้อประเด็น

- การนำเสนอข่าวพระสงฆ์ในสื่อ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ๆ จุดแตกต่างระหว่างครั้งพระพุทธกาลกับปัจจุบันที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ในครั้งพุทธกาล เสียงโจษจันเกิดขึ้นในวงสังคมรอบ ๆ พระภิกษุรูปนั้น เพราะยังไม่มีวิทยุ ทีวี หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก แต่ปัจจุบันการสื่อสารเป็นไปอย่างกว้างขวาง เรื่องราวสามารถขยายออกไป อย่างรวดเร็ว พอเป็นอย่างนี้ก็ปรากฏว่า ถ้ามีพระอยู่ ๑๐๐ แล้วพระที่ทำสิ่งดี ๆ แต่ไม่เป็นข่าวมี ๙๙ เปอร์เซ็นต์ แค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ทำเรื่องไม่ดี ถ้าลงหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์ขายแสนฉบับ เรื่องนั้น ก็ถูกทำให้แรงขึ้นแสนเท่าแล้ว ถ้าล้านฉบับก็แรงขึ้นล้านเท่า ถ้าออกทีวีอีก ลงในโซเชียลเน็ตเวิร์กอีก ช่วยกันรุมกระหน่ำเข้าไป ผลก็คือ เรื่องของพระที่ทำไม่เหมาะสมเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์ ถูกขยายด้วย แว่นขยายที่มีอานุภาพมาก คือ สื่อสารมวลชนยุคใหม่ จากมดก็กลายเป็นช้าง กลายเป็นว่ามีพลัง มากกว่าพระที่ทำความดีอีก ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ทำให้สังคมมองภาพของสงฆ์ผิดไป เหมือนกับว่า เดี๋ยวนี้มีแต่พระไม่ดีทั้งนั้น พระพุทธศาสนาแย่แล้ว ความเข้าใจก็เลยบิดเบี้ยวไป อาตมาไม่ได้บอกว่า ถ้ามีเรื่องไม่ดีจะต้องไม่นำเสนอข่าวเลย ที่จริงน่าจะนำเสนอทั้ง ๒ ด้าน สื่อมวลชนเองจะต้องตระหนักในเรื่องนี้เป็นพิเศษ ว่าเราอยู่ในสถานะสื่อมวลชน ซึ่งมีผลอย่างมาก ต่อความเป็นไปของสังคม หากจะน่าเสนอเรื่องพระที่ไม่ดีก็ไม่ว่า แต่ขอความเป็นธรรมให้ พระพุทธศาสนาสักนิดหนึ่งได้ไหม ขอให้นำเสนอเรื่องที่ดีด้วย ให้ได้สัดส่วนกัน ไม่ใช่ว่าเรื่องดี ๆ ไม่เป็นข่าว แต่พอมีเรื่องไม่ดีรุมถล่มกันใหญ่ และถ้าจะน่าเสนอเรื่องไม่ดีออกไป ขอให้น่าเสนอเนื้อหา รอบด้าน อย่าใส่อารมณ์บวกเข้าไปชี้นำสังคมในทางที่ไม่ดี แล้วขณะเดียวกันต้องสอดส่ายสายตา ดูว่ามีพระที่ท่านประพฤติดีปฏิบัติชอบ มีสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับคณะสงฆ์ กับพระพุทธศาสนาอย่างไร บ้าง แล้วช่วยน่าเสนอให้ได้สัดส่วนกัน สังคมก็จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง ไม่เข้าใจผิด ไม่เกิดความรู้สึกว่าวงการสงฆ์มีแต่เรื่องไม่ดีทั้งนั้น ในฐานะผู้บริโภคที่เสพสื่อ เราจะใช้วิจารณญาณเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร? เราต้องเข้าใจว่าแนวโน้มของสื่อทั่วไปชอบเสนอเรื่องทางลบมากกว่าเรื่องทางบวก เพราะฉะนั้น เมื่อเราจะเสพสื่อ ก็ต้องตระหนักตรงนี้ จะได้ไม่ถูกกระแสสื่อดึงไปในทางที่ผิด แล้วช่วยหาสื่อดี ที่ทำให้เกิดสมดุลในแง่ข้อมูลข่าวสารของเรา เมื่อกี้บอกไปแล้วว่า สื่อน่าจะให้ความยุติธรรมกับ คณะสงฆ์ กับพระพุทธศาสนาด้วย นั้นคือหลักการ แต่ไม่ทราบว่าเขาจะทำแค่ไหน เรายังไม่สามารถ เปลี่ยนสื่อให้นำเสนออย่างสมดุลทั้งด้านบวกด้านลบทั้งหมดในทีเดียว ได้แต่หวังว่าจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ในแง่ของผู้เสพสื่อ เราต้องฉลาดในการเสพ เพื่อไม่ให้ถูกบิดเบือนข้อมูล เราต้องเลือกหาสื่อ ที่ดี ๆ เพื่อเพิ่มข้อมูลทางบวกให้เกิดความสมดุล ถ้าหาไม่ค่อยเจอ ดู DMC ก็ได้ จะช่วยสร้างสมดุล ในใจให้เราได้ดี เราจะได้ชื่นใจว่า พระที่ท่านตั้งใจประพฤติดีปฏิบัติชอบยังมีอีกมาก จะเข้าเว็บไซต์ dmc.tv ก็ได้ หรือ facebook ของหลวงพี่ก็พอได้ ถือว่าเป็นข่าวทางบวกที่มาทำให้เกิดสมดุล ถ้าเราเสพข่าวทางบวก ใจเราจะสบาย มีความสุข และได้ข้อคิดดี ๆ มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตด้วย ๆ มีนาคม ๒๕๕๘ อยู่ในบุญ ๙๙
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More