ข้อความต้นฉบับในหน้า
ช่องทางในการศึกษา จบแล้วมีศรัทธาก็อยู่ต่อ ส่วนหนึ่งก็สึกไป อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่สูงอายุ เกษียณ
อายุ ๖๐-๗๐ - ปี ไม่มีงานทำก็เลยมาบวชเป็นหลวงตาเฝ้าวัด โอกาสศึกษาธรรมะไม่ค่อยมีแล้ว เพราะ
อายุมากแล้ว สุขภาพสังขารไม่ค่อยให้ แต่ว่าบวชเพื่อรักษาวัด คุณภาพสงฆ์โดยรวมเลยลดลง
๓๐,๐๐๐
ถามว่าปัจจุบันคนที่มีความรู้ จะมีสักกี่คนที่ยอมรับว่า คณะสงฆ์คือผู้นำทางความคิด พระ
ประมาณ ๓๐๐,000 รูป มีสักกี่รูปที่พูดแล้วปัญญาชนในสังคมฟังและถือเป็นเข็มทิศน่าทางชีวิต คน
ไม่น้อยเลยรู้สึกว่าตัวเองรู้ดีกว่าพระ พระไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ไหว้พระก็ไหว้ผ้าเหลืองตามประเพณี
จะไปวัดก็ไปตามประเพณี คนที่ไปวัดเพื่อฟังเทศน์ฟังธรรม ถือศีล สวดมนต์ นั่งสมาธิ เหลือน้อย
ลงทุกที นี้คือภาวะที่เป็นจริงในปัจจุบัน แต่ขนาดคณะสงฆ์อ่อนแอลงอย่างนี้ ก็ยังมีส่วนช่วยสังคม
อย่างมาก ทำหน้าที่เหมือนสถาบันสังคมสงเคราะห์ขนาดใหญ่ มีเครือข่ายถึง แห่ง
ทั้งประเทศ คอยรองรับผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคมให้มีที่ไป มีโอกาสพัฒนาตัวเอง เด็กทุกคนในเมืองไทย
ถ้ารักดีก็มีโอกาสจะพัฒนาตัวเอง หรือผู้สูงวัยมาบวช คณะสงฆ์ก็โอบอุ้ม สังคมก็โอบอุ้ม แต่ว่า
คุณภาพของสงฆ์โดยรวมอ่อนลง มีวัดบางส่วนหาทางแก้ปัญหาคนมาวัดน้อยลง โดยหากลยุทธ์
ดึงคน เช่น จัดงานมหรสพช่วงสงกรานต์และช่วงตรุษจีนที่คนกลับบ้านกัน หรือถ้าโยมชอบอะไรก็
เอาใจโยม เช่น ดูหมอให้ ใบ้หวยให้ พิธีกรรมแปลก ๆ ก็มี โยมชอบไสยเวท ไสยศาสตร์ พระก็ไปศึกษา
สิ่งเหล่านี้เพื่อเอาใจโยม ไม่ได้เอาธรรมะดึงคนเข้าวัด แต่ตามใจกิเลสโยม แทนที่พระจะจูงโยม
เข้าวัด กลายเป็นโยมจูงพระ อันนี้ก็ไปผิดทางไปหน่อย
นี้คือภาวะที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในคณะสงฆ์ สาเหตุมาจากวิถีชีวิตคนเปลี่ยน บทบาทหน้าที่ของวัด
เปลี่ยน ในยุคนี้นั่งเฉย ๆ คนไม่เข้าวัด จะแก้ปัญหาต้องเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก เอาธรรมะ
ไปสู่ประชาชน แล้วปลุกกระแสความตื่นตัวในพระพุทธศาสนาให้ฟื้นกลับมา สิ่งที่หลวงพ่อทำ เช่น
จัดตักบาตรพระสองล้านรูป เดินธุดงค์กลางกรุง (ที่จริงเดินทั้งประเทศ ต่างจังหวัดก็เดิน ในกรุงเทพฯ
ก็เดิน แต่เดินต่างจังหวัดคนไม่เห็น) เพื่อกระตุ้นฟื้นฟูศรัทธาประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนาให้ตื่น
ขึ้นมา มีการจัดบวชพระแสนรูปเพื่อแก้ปัญหาวัดร้าง เป็นการเผยแผ่เชิงรุก ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็น
ประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนามาก เป็นสิ่งที่สังคมไทยกำลังขาดอยู่พอดี แต่เผอิญว่าอะไรที่เป็น
ของใหม่ก็จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นธรรมดา พอมาบวกกับการสื่อสารในยุคปัจจุบันที่เร็วแรงมาก
การวิพากษ์วิจารณ์ก็เลยขยายไปในวงกว้าง กลายเป็นการบั่นทอน ที่จริงกว่าจะสร้างกิจกรรมสร้างสรรค์
พระพุทธศาสนาได้ ต้องออกเดี่ยวออกแรงและทุ่มเทญาติโยมมาช่วยกันเยอะมาก ถ้าสื่อช่วยกัน
โหมกระแสก็จะเป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาได้อย่างดี แต่ถ้าบั่นทอนโจมตี สิ่งที่ควรจะเป็นคุณกับ
พระพุทธศาสนาก็เลยอยู่แค่ในแวดวงจำกัด นี้คือสิ่งที่น่าเสียดาย ถ้าชาวพุทธตระหนักถึงปัญหาโดย
ภาพรวมของพระพุทธศาสนา แล้วมาร่วมแรงร่วมใจช่วยกันฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ประเทศไทยจะ
ไปได้ดี เพราะรากฐานคำสอนในพระพุทธศาสนาที่สอดแทรกในวัฒนธรรมไทย ในวิถีชีวิตชาวไทย
ยังมีอยู่มาก แม้คนจะห่างวัดไปมากแล้ว แต่รากทางวัฒนธรรมยังมีเยอะ ถ้าช่วยกันฟื้นฟูยังพอไหว
แต่ถ้าทิ้งช้าไปกว่านี้อีก ๕ ปี ๑๐ ปี อาจจะไม่กลับก็ได้ ต้องมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ แล้วขอ
ปี
ให้มั่นใจเถิดว่า พระพุทธศาสนาจะกลับคืนมาสู่สังคมไทยอย่างเข้มแข็งได้ ถ้าพุทธบริษัททั้งสี่
เป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว
๑๐๒ อยู่ในบุญ มีนาคม ๒๕๕๘