ข้อความต้นฉบับในหน้า
๑.
๒.
บุตร มาจากคำว่า ปุตฺต แปลว่า ลูก มีความหมาย ๒ ประการ คือ
ผู้ทำสกุลให้บริสุทธิ์
ผู้ยังหทัยของพ่อแม่ให้เต็มอิ่ม
เพราะพ่อแม่รู้ดีว่า วันหนึ่งตนเองต้องแก่และตาย สิ่งที่อยากได้ก็คือ ความปีติ
ความปลื้มใจไว้หล่อเลี้ยงใจให้สดชื่น ความปลื้มปีติจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้เห็นผล
แห่งความดี หรือผลงานดี ๆ ที่เราทำไว้ ยิ่งผลงานดีมากเท่าไร ยิ่งชื่นใจมากเท่านั้น
แล้วอายุจะยืนยาว สุขภาพจะแข็งแรง เมื่อเป็นเช่นนี้ พ่อแม่จึงเลี้ยงดูบุตรให้ดีที่สุด
เท่าที่จะทำได้ เพื่อหวังจะได้เห็นวงศ์ตระกูลที่สืบต่อไป ทั้งยังเป็นความปลื้มปีติใจ
ยามได้เห็นลูกทําสิ่งดี ๆ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแบ่งประเภทของบุตรไว้ในปุตตสูตรว่ามีอยู่ ๓ ประเภท
คือ อติชาตบุตร อนุชาตบุตร และอวิชาตบุตร
๑.
๒.
๓.
ดังนี้
อติชาตบุตร หรือ อภิชาตบุตร คือ บุตรที่ดีมีคุณธรรมสูงกว่าบิดามารดา
เป็นบุตรชั้นสูง สร้างความเจริญแก่วงศ์ตระกูล
อนุชาตบุตร คือ บุตรที่มีคุณธรรมเสมอบิดามารดา เป็นบุตรชั้นกลาง
พอรักษาวงศ์ตระกูลไว้ใต้
อวชาตบุตร คือ บุตรที่เลว มีคุณธรรมต่ำกว่าพ่อแม่ เป็นบุตรขั้นต่า น่าความ
เสื่อมเสียมาสู่วงศ์ตระกูล
พ่อแม่ทุกคนเมื่อเลี้ยงดูบุตร ย่อมปรารถนาอภิชาตบุตร อภิชาตบุตรนี้ ท่าน
อธิบายลักษณะไว้ให้เห็นชัดเจนว่า โดยตรงได้แก่ บุตรธิดาผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม
งดเว้นจากบาปทุจริต นับถือพระรัตนตรัย และหมั่นบำเพ็ญทาน รักษาศีล ฟังธรรม
เสียสละ มีปัญญา เป็นสัมมาทิฐิ หรือได้บรรลุคุณธรรมสูงกว่าบิดามารดา โดยอ้อม
ได้แก่ บุตรธิดาที่มีความรู้ ฐานะ อาชีพ และกิริยามารยาทต่าง ๆ ตลอดถึงจิตใจ
เหนือกว่าบิดามารดา เหมือนกับคำไทยที่ว่า "ลูกเทวดามาอาศัยท้องเกิด” ซึ่งมาตรวัด
ความเป็นอภิชาตบุตร ก็คือ "ศีล" นั่นเอง
การที่ลูกจะเป็นอภิชาตบุตรได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดนั้น สำหรับในพระพุทธ
ศาสนา ไม่มีสิ่งใดจะประเสริฐสูงสุดไปกว่าการบวช เพราะการบวชนั้นเป็นการยกฐานะ
ของผู้บวชให้สูงขึ้นทั้งโดยศีลและโดยคุณธรรมทุกประการ ในมิลินทปัญหาท่านกล่าวว่า
แม้คฤหัสถ์จะได้บรรลุคุณวิเศษเป็นพระโสดาบัน ก็ควรที่จะกราบไหว้บูชาพระภิกษุ
สามเณรผู้แม้ยังมีกิเลสอยู่ด้วยเหตุที่ว่าภิกษุสามเณรเป็นผู้มีสมณกรณียธรรม คือ ธรรม
สําหรับสมณะประพฤติ ๒๐ ประการ คือ ๑. เสฏฐะภูมิสะใย มีภูมิอันประเสริฐ
๒. อัคโคมิยะโม มีความนิยมในกิจอันเลิศ จาโร มีความประพฤติอันดีงาม
๓.
มีนาคม ๒๕๕๘ อยู่ในบุญ ๑๐๕