การวิพากษ์วิจารณ์คณะสงฆ์ วารสารอยู่ในบุญ EU ปี 2558 ต้นทาง 476 เดือนมีนาคม หน้า 102
หน้าที่ 102 / 186

สรุปเนื้อหา

คนที่ได้ชมสื่อในทางลบของคณะสงฆ์แล้วด่าว่าต่าง ๆ นานา จะมีวิบากกรรม อย่างไรบ้าง? อันนี้น่ากลัวมาก เวลาเกิดกรณีขึ้น บางทีอาจดูเหมือนว่าน่าจะจริง แต่อาจจะมีข้อมูลบางอย่าง ที่เรายังไม่รู้ สื่อนำเสนอครบหมดหรือเปล่า เราก็ไม่ทราบ ดีที่สุดอย่าไปผสมโรง ถ้าผสมโรงแล้ว มันไม่จริงขึ้นมา เราแบกวิบากกรรมไปเพียบเลย และถึงแม้ว่าจริงก็ตาม การกล่าวคำตำหนิติเตียน ด่าว่าคนอื่น อย่างไรก็เป็นวจีทุจริต เวลาเจอคนทำไม่ดีแล้วเราไปด่าเขา พอด่าปั๊บ จิตเราเศร้าหมอง เลย พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงยกเว้นว่า ถ้าใครทำไม่ดีด่าได้ เพราะฉะนั้นเพียงแต่รับรู้รับทราบ แล้ว ทำใจให้นิ่ง ๆ กลาง ๆ อย่าไปผสมโรงด้วยเด็ดขาด ไม่คุ้ม คุณยายอาจารย์ฯ เวลาท่านจะแนะนำ พระเณร ท่านยังบอกก่อนว่า “สาธุ ขออย่าให้ยายบาปนะ” ท่านบอกว่าพระมีศีล ๒๒๗ ข้อ ญาติโยม

หัวข้อประเด็น

- การวิพากษ์วิจารณ์คณะสงฆ์

ข้อความต้นฉบับในหน้า

คนที่ได้ชมสื่อในทางลบของคณะสงฆ์แล้วด่าว่าต่าง ๆ นานา จะมีวิบากกรรม อย่างไรบ้าง? อันนี้น่ากลัวมาก เวลาเกิดกรณีขึ้น บางทีอาจดูเหมือนว่าน่าจะจริง แต่อาจจะมีข้อมูลบางอย่าง ที่เรายังไม่รู้ สื่อนำเสนอครบหมดหรือเปล่า เราก็ไม่ทราบ ดีที่สุดอย่าไปผสมโรง ถ้าผสมโรงแล้ว มันไม่จริงขึ้นมา เราแบกวิบากกรรมไปเพียบเลย และถึงแม้ว่าจริงก็ตาม การกล่าวคำตำหนิติเตียน ด่าว่าคนอื่น อย่างไรก็เป็นวจีทุจริต เวลาเจอคนทำไม่ดีแล้วเราไปด่าเขา พอด่าปั๊บ จิตเราเศร้าหมอง เลย พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงยกเว้นว่า ถ้าใครทำไม่ดีด่าได้ เพราะฉะนั้นเพียงแต่รับรู้รับทราบ แล้ว ทำใจให้นิ่ง ๆ กลาง ๆ อย่าไปผสมโรงด้วยเด็ดขาด ไม่คุ้ม คุณยายอาจารย์ฯ เวลาท่านจะแนะนำ พระเณร ท่านยังบอกก่อนว่า “สาธุ ขออย่าให้ยายบาปนะ” ท่านบอกว่าพระมีศีล ๒๒๗ ข้อ ญาติโยม มีศีล ๕ ข้อบ้าง 6 ข้อบ้าง น้อยกว่าพระตั้งเยอะ ท่านถือว่าเพศสมณะเป็นของสูง การจะวิพากษ์ วิจารณ์อันตรายมาก เหมือนจับงูเห่าที่เขี้ยว เสี่ยงมาก ๆ ดีที่สุดอย่าไปผสมโรงด้วย แม้แนวโน้ม น่าเชื่อก็ตาม แม้แต่ความคิดก็ให้พยายามทำใจนิ่ง ๆ กลาง ๆ ความคิดก็เป็นมโนกรรมอย่างหนึ่ง เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าจะรับสื่อทางลบแล้วละก็ ต้องตั้งสติดี ๆ ให้ใจเราผ่องใสจริง ๆ รับรู้ ๆ Go ๆ รับทราบ แต่อย่าเอาอารมณ์ร่วมใส่เข้าไป อย่าร่วมวิพากษ์วิจารณ์ อย่าร่วมพิมพ์ comment ผสมโรง ด่าเข้าไป อันตราย พระภิกษุจะทำตัวอย่างไรให้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของสาธุชน? วิธีที่ดีที่สุดคือทำตามพระธรรมวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติเอาไว้ ภิกษุที่บวชใหม่ ๕ พรรษาแรก เรียกว่า “นวกะ” อยู่เดี่ยว ๆ ยังไม่ได้ จะต้องถือนิสัย คือ อยู่กับอุปัชฌาย์อาจารย์ ให้ท่านช่วยฝึกอบรม พอพ้น ๕ ปี เรียกว่า “มัชฌิม” พอครบ ๑๐ ปี ถึงจะเป็นพระเถระ ครบ ๒๐ ปี เป็นพระมหาเถระ พระองค์ทรงวางหลักการไว้เพราะทรงรู้ว่าการแก้นิสัยคนไม่ใช่ของง่าย ศัพท์ ทางพระมีการพูดกันว่า กว่าจะให้มะม่วงลืมต้นต้องใช้เวลา เพิ่งบวชมาแค่ ๓ ปี ๕ ปี บางทีเรื่องราว สมัยเป็นคฤหัสถ์ยังตามมากวนใจอยู่ นิสัยเดิม ๆ สมัยเป็นฆราวาสยังทิ้งไม่ขาด เพราะฉะนั้น ๕ ปี แรกประมาทไม่ได้ อยู่เดี๋ยวยังไม่ได้ ต้องอยู่กับครูบาอาจารย์ ให้ท่านกล่อมเกลานิสัย เรียกว่า ถือนิสัย ถ้าตั้งใจฝึกเป็นลำดับมาตลอด ๒๐ ปี พอใช้ได้ แต่ถ้าอยู่ถึง ๒๐ ปี ไม่ได้ฝึกตัวเองก็ยัง ไม่ได้นะ ถ้าฝึกตามแนวพระพุทธเจ้าถึงจะใช้ได้ ในยุคนี้หรือยุคใดก็ตาม ถ้าทำตามหลักพระพุทธเจ้าจะได้ผลดี คือเมื่อบวชแล้วต้องมีการ ฝึกอบรม แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขนาดครั้งพุทธกาลพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่ และทรงวางหลักเกณฑ์ไว้อย่างดี อบรมบ่มนิสัยอย่างดี พระอรหันต์ก็เต็มแผ่นดินเป็นหมื่น เป็นแสนรูป ก็ยังมีพระที่ไปทำอะไรไม่ถูกต้อง แล้วมีเสียงโจษจันนินทา จนกระทั่งทรงบัญญัติ พระวินัยเพิ่มขึ้นทีละข้อ ๆ แม้ภาพรวมคณะสงฆ์โอเค แต่ไม่ใช่ว่าดีพร้อม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ พระสงฆ์ เดิมก็เป็นลูกชาวบ้าน พอมาบวชปุ๊บ ครองผ้าเหลืองแล้วกลายเป็นผู้วิเศษ ที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐ อยู่ในบุญ มีนาคม ๒๕๕๘ ๆ
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More