ข้อความต้นฉบับในหน้า
รู้ พระองค์ก็รู้ตามนั้นไป น้ำขุ่นแม่อิฐสักก้อนหนึ่งอยู่ เปรียบกับกล้องถ่ายรูป ใจของมนุษย์ก็เหมือนกับ
ก้นโอ่งเราก็มองไม่เห็น แต่ถ้าน้ำนั้นนอนนิ่งใส เลนส์ของกล้อง ฝุ่นจับหนาเตอะเลย เพราะฉะนั้น
บริสุทธิ์แล้ว แม้แต่เข็มอยู่ก้นโอ่งเราก็เห็น ฉันใดก็
ฉันนั้น”
เวลาภาพจากลูกนัยน์ตา ถูกส่งไปให้ใจ ใจก็เห็นไม่
ตรงกับความเป็นจริง เพราะว่ากิเลสมันอยู่ในใจ
พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ขยายความคำว่า ทั้งหุ้มใจ กัดกร่อนใจ ทำให้ใจมีด ใจมัว ดังนั้นตา
“เห็น” ต่อไปอีก ท่านพูดไว้ชัดเจนว่าเห็น ในที่นี้ไม่
มนุษย์ปกติจึงไม่เห็นตามความเป็นจริง
ได้หมายความว่าเห็นอย่างตาของเราเห็น แด่พระองค์ ยกตัวอย่าง เรามองดูว่าคนนั้นคนนี้ผิวสวย
เห็นด้วยตาธรรมกาย ประเด็นอยู่ตรงนี้ ตาของพวก แต่มันสวยไม่จริง ถ้าลองเอากล้องจุลทรรศน์โปล่องดู
เราเห็นอะไรไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง มันเห็น จะพบว่าผิวหนังมนุษย์ที่ว่าสวยนั้นมันเป็นรูพรุนๆ
คลุมๆ เครื่อๆ ทำไมเป็นอย่างนี้ การที่เราพูดกันว่า อยู่ข้างใน เป็นตารางเล็กๆ เรียกว่า เซลล์ แล้วใน
“ตาเห็น” จริงๆ แล้วตาเห็นหรือว่าใจเห็น ใจเห็น
นะ ตาเป็นเพียงอุปกรณ์ในการช่วยให้ใจเห็น
เซลล์ก็มีเลือดมีเนื้ออยู่ในนั้น ไม่ได้สวยสักนิดเลย
นี่ตาของเรามันหลอกเราอย่างนี้
เวลามีภาพหรือรูปอะไรมากระทบตา ไม่ว่าจะ ต่อเมื่อไหร่ ตั้งใจปฏิบัติสมาธิให้ใจหยุดใจนิ่ง
เป็นรูปภูเขา รูปคน สัตว์ สิ่งของ ตาเราก็รับภาพ
รับภาพแล้วตาเห็นไหม ยังไม่เห็น ต้องเอาภาพที่
มรรคมีองค์ ๘ รวมกันได้เป็นหนึ่งเดียวในที่สุดก็
เข้าถึงธรรมกาย ธรรมกายนะกิเลสหุ้มไม่ได้ เวลา
รับมานั้นส่งไปที่ใจ เวลาลงก็ผ่านประสาทสัมผัส ตาธรรมกายเห็น จึงเห็นตรงตามความเป็นจริง ดัง
แล้วใจก็เลยเห็น ตาเป็นเพียงอุปกรณ์หรือเครื่อง นั้นการที่พระองค์เห็นตามความเป็นจริง ก็เพราะ
มือช่วยส่งภาพไปที่ใจ ทำให้ใจเห็น
เห็นด้วยตาของพระธรรมกายนั่นเอง
แต่ว่าใจของมนุษย์นั้นมีกิเลสหุ้มอยู่ หาก
ส่วนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านพูดว่า
มี น า ค ม
๒๕๔๑ ๒๗ วารสารกัลยาณมิตร