ข้อความต้นฉบับในหน้า
ที่ว่าให้ผู้ปฏิบัติเพียรหาหนทางกำจัดอวิชชาเสีย จึง ส่งใจเราหวนไประลึกถึงเวลารุ่งอรุณแห่งวันเพ็ญ
จะพ้นจากห้วงลึกจากวัฏฏสงสาร" อ่านแล้วเราไม่ วิสาขมาสอันเป็นวันที่พระบรมโลกนาถ อรหันต
มีทางเข้าใจได้แจ่มแจ้งหรอก เพราะว่าเรายังไม่เห็น สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้น
เห็นอะไรเห็นอวิชชาว่ารูปร่างหน้าตามันเป็นอย่างไร เราจะแลเห็นโอภาสรัศมีอันรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าแสงทอง
ซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำเคยอธิบายไว้ตอนหนึ่งว่า นั้นร้อยเท่าพันทวี ช่วงโชติอยู่ภายใต้โพธิพฤกษ์อัน
“อวิชชา มันขนาดเหมือนเมล็ดโพธิ์ เมล็ดไทร อยู่ มหาศาล ใบเขียวชอุ่มรับกัปรัศมีอันเหลืองอร่าม
ในศูนย์กลางของใจมนุษย์นะ มันดีดมาตั้งแต่เกิด อยู่ภายใต้นั้น ในใจกลางแห่งรัศมีอันช่วงโชติชัชวา
อยู่ในนั้น พอโดขึ้นมันก็ขยาย มีรูปร่างให้เห็นชัด ลอยู่นั้น มิใช่อื่นไกลคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัม
พุทธเจ้าของเรา ประทับพริ้มอยู่ด้วยพระอาการ
เลยล่ะ”
มาเป็นกิเลสสารพัดชนิด
อวิชชา คือ รากเหง้าของกิเลสที่มันหยั่งรากลึก ชื่นบานพระหฤทัยที่ได้เสวยวิมุตติสุข อันเป็นผล
อยู่ในใจคน ก็ขอให้นึกว่าเหมือนเมล็ดพันธุ์ของ แห่งการที่พระองค์ได้ทรงประกอบพระมหาปธานวิ
หญ้าทั้งหลายซึ่งมีอยู่ในโลก รากของวัชพืชทั้ง ริยะมาเป็นเวลาช้านาน จึงได้บรรลุอนุตตรสัมมา
หลายที่มีอยู่โลก ถ้างอกออกมาเมื่อไหร่ก็กลายเป็น สัมโพธิญาณสมดังพระหฤทัยประสงค์ พระองค์จึง
ต้นโลภะ ต้นโทสะ ต้นโมหะ แล้วแตกกิ่งก้านกลาย ทรงเปล่งพระอุทานเย้ยตัณหาว่า อเนกชาติ สสาร์
ดังที่ได้ยกขึ้นกล่าวไว้ข้างต้นนั้น ซึ่งแปลใจความ
เพราะฉะนั้นการที่จะให้เข้าใจกันทั้งหมดที่พูดมา เป็นสยามภาษาว่า “เราสืบเสาะหาตัวช่างไม้ผู้สร้าง
มีทางเดียวคือ ต้องเห็นว่าอวิชชามีรูปร่างหน้าตา ปราสาหมานานแล้ว เมื่อเรายังหาไม่พบเราต้อง
เป็นอย่างไรแล้วจึงจะเข้าใจ การที่เราจะเห็นได้จะ ท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร เวียนดายเวียนเกิดอยู่แทบ
ต้องไปเห็นธรรมกายก่อน การจะเห็นธรรมกายได้ จะนับชาติไม่ถ้วน การเกิดน่าความทุกข์มาให้เรา
ต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ได้สมบูรณ์ ใจจึงจะหยุด แล้วๆ เล่าๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น นี่แน่ะ ท่านนายช่าง
ใจจึงจะนิ่ง ใจจึงจะใส่ จึงเห็นธรรมกาย แต่ว่าถึง ไม้กล่าวคือตัณหา บัดนี้เราเจอะตัวท่านแล้วละ
ธรรมกายแล้วไม่ใช่ปั๊บบบเห็นอวิชชาเลยนะ มันไม่ ท่านหมดโอกาสที่จะมาสร้างปราสาทคือ อัตตภาพ
ได้ง่ายอย่างที่คิด ต้องเข้าถึงธรรมกายในธรรมกาย ร่างกายเราต่อไปได้อีกแล้ว กระดูกซี่โครงท่าน
ธรรมกายเบื้องต้นก็ยังมองไม่เห็นอวิชชาหรอก กล่าวคือกิเลส เราหักเสียกรอบหมดแล้ว มิหนำซ้ำ
ต้องธรรมกายที่ละเอียดประณีตเข้าไปเป็นชั้นๆ ยอดปราสาทกล่าวคืออวิชชา เราก็รื้อทำลายหมด
ธรรมกายโคตรภูก็ยังไม่เห็น ธรรมกายโสดาบัน สิ้นแล้ว จิตของเราปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว
สกทาคามี อนาคามี ก็ยังไม่เห็น ต้องเข้าถึง พระ เราถึงซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหาแล้ว” พระอุทานนั้น
ธรรมกายอรหัต โน่นแน่ะเห็นขัดเลย
มีข้อความเป็นบุคคลาธิษฐานสั้นๆ แต่มีอรรถรสลึก
“อเนกชาติ สสาร ฯลฯ ในขณะเมื่อแสงทองเรื่อ ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ที่แปล เดหกูฏ ว่ายอด
เรืองแข่งแสงเงินขึ้นมายังขอบฟ้าเบื้องบูรพา อัน ปราสาท ก็เพื่อความเหมาะสมที่พระองค์เป็นกษัตริย์
เป็นสัญญาณว่าดวงอาทิตย์เตรียมทำหน้าที่จะส่อง เพราะบ้านเรือนของพระมหากษัตริย์เรียกกันว่า
โลกอยู่แล้ว เป็นเวลาที่อากาศยะเยือกเย็นสดชื่น ปราสาทราชฐาน พระอุทานนั้นมีข้อความชัดเจน
มนาคม ๒๔๔๗) .mo วารสารกัลขาณมิหร