ข้อความต้นฉบับในหน้า
ประกอบกิจการใน
ระดับสูง ต้องรู้จัก
บริหารทรัพยากรให้มี
ประสิทธิภาพทั้งการ
ใช้และการผลิตให้มี
รับผิดชอบต่อประเทศชาติบ้านเมืองไทย
เช่นเดียวกับเรา หรือแม้ที่สุดคนต่างชาติ
ต่างศาสนา ทั้งที่มาตั้งหลักแหล่งทำมาหา
กินในประเทศไทย หรือนอกประเทศก็ตาม
ที แต่มีความรู้ความสามารถโดดเด่นใน
คุณภาพและประสิทธิ
ด้านไหนๆ และมีน้ำจิตน้ำใจที่จะช่วยเหลือ
ภาพอีกด้วย
คนไทยเรา ก็ต้องไปเชิญตัวเขามาช่วยกัน ถ้า
ขั้นตอนที่ ๔ รัฐบาล
รัฐบาลตั้งใจทำอย่างนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ไทยจะต้องนึกตอบ
ทรงเรียกว่า รู้จักใช้คน หรือว่า ใช้ทรัพยากร
รมเผยแพร่สั่งสอน
บุคคลเป็น
คนไทยทั้งประเทศ ให้
หากว่า สู้เสือเศรษฐกิจอย่างมียุทธ
รู้จักกาล คือรู้จัก ศาสตร์ ระบบ ระเบียบ แบบแผน โดยเรา
จังหวะจะโคนในการ ยึดสัปปุริสธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรง
ทำงาน รู้จักบริหาร
เวลาให้ดีว่า สิ่งใด
ควรทำก่อน ท่าหลัง เวลาอะไรควรทำา หรือ
ไม่ทำอะไร รู้จักรอเป็น เร่งเป็น เพื่อฉวย
ประโยชน์!.นทางเศรษฐกิจ
ขั้นดอนที่ 5 รัฐบาลไทยจะต้องอบรมสั่ง
สอนคนไทยทั้งประเทศ ให้รู้จักใช้ศักยภาพ
ของกลุ่ม ของหมู่ ของคณะ ของเหล่าที่ดิน
เองสังกัด ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเรียกว่า รู้จักสังคม
ขั้นตอนที่ ๗ รัฐบาลไทยจะต้องรู้จักคัด
เพชร คือ คัดคนดีศรีประเทศ ให้มาเป็น ผู้
น่า มาเป็นต้นแบบในการแก้วิกฤติปัญหา
ประเทศชาติ ทั้งในระดับเอกชนและระดับ
รัฐบาล จะได้มาช่วยกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ทั้งที่เกิดจากเสือนอกบ้าน เสือในบ้านและ
เสือในตัว
ไม่ว่าคนไทยนั้นๆ จะไปตั้งหลักแหล่งทำ
มาหากินอยู่ในประเทศไหน หากว่าเป็นคน
ดีศรีประเทศแล้ว ก็ต้องบากหน้าไปเชิญเขา
มาช่วย เพราะเขาเป็นคนไทย ต้องมีความ
สอนไว้เป็นแม่บท เป็นต้นแบบ อย่างถูกต้อง
รัดกุมอย่างที่ว่ามานี้ ก็ถือได้ว่าเราชาวไทย
ได้ “ใจดี สู้เสือ” ตามที่พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว ได้ตรัสให้แนวทางเอาไว้ ต่อแต่
นี้โปก็เหลือแต่ว่า เราจะมาร่วมแรงร่วมใจ
ร่วมรักสามัคคี ร่วมแก้เศรษฐกิจปีเสือดุๆ
นี้กันให้เต็มที่ เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา หากว่า
ทำได้อย่างนี้ ก็จะสมกับที่พระองค์ตรัสไว้
ในบรรทัดสุดท้ายว่า “ใจดีสู้เสือ” แล้วปีหน้า
ปีกระต่าย เราก็คงจะได้มานั่งชมจันทร์
เพ็ญสบายๆ เพราะเศรษฐกิจของไทย ได้
ฟื้นฟูขึ้น สมพระราชหฤทัยของพระองค์
ที่หลวงพ่อนำ พรปีใหม่ของพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาอธิบายขยายความ
อิงตามหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้ามาแล้วตั้งแต่ต้นจนสมมุติว่าอวสานนี้
ก็ถือได้ว่า นี่เป็นเพียงนัยหนึ่งเท่านั้น ส่วน
จะมีอีกกี่นัย มากมายลึกล้ำประการใด คง
ไม่มีใครสามารถจะอธิบายขยายความให้
หมดสิ้นได้ ยกเว้นแต่พระองค์ท่านจะทรง
เมตตาอธิบายให้ด้วยพระองค์เอง
มี น า ค ม ๒๕๔๑ ๘
วารสารกัลยาณมิตร