ข้อความต้นฉบับในหน้า
ครั้งใด ที่ใจหลุดออกจากศูนย์กลางกายก็จะทำให้ขาดสติ ลืมตัว
เปิดโอกาส ให้เจ้ากิเลสตัวร้ายแสดงอาการกำเริบเสิบสาน ด้วยการบีบคั้น บดบังใจให้มีดมิด
แล้วคิดแต่ในสิ่งชั่วๆ ที่เราเรียกสั้นๆ ว่า “โจชั่ว”
ประเด็นที่ ๕ ใจ มีฤทธิ์ขนาดไหน
ในทำนองกลับกัน ถ้าใจที่กำลังสั่งการ
เป็น ใจดีๆ คือใจที่กำลังคิดแต่เรื่องดีๆ เพราะ
ด้วย และเพราะการพูดดีๆ กระทำดีๆ บริ
สุทธิ์ๆ ความดีนั้นย่อมสนองเขาเหมือนเงา
ที่ติดตามตัวเอง นำความร่มเย็นไปให้ทุกย่าง
ก้าวฉะนั้น
ใจมีฤทธิ์ขนาดไหนไม่มีใครอธิบายได้ ฉะนั้นการพูดการกระทำก็พลอยดีบริสุทธิ์ไป
ชัดเจนเท่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์
ตรัสไว้ว่า “ใจ” เป็นตัวการนำทุกสิ่งทุกอย่าง
ทุกเรื่องทุกราว คือไม่ว่าเรื่องอะไร “ใจ” ต้อง
ไปถึงก่อน เพราะมันเร็วที่สุด ไปไหนมา
ไหนได้ไว ไม่มีอะไรเร็วเท่า “ใจ” ไม่ว่าจะ
เป็นคลื่นแสงหรือเสียงล้วนไวไม่ทัน “ใจ”
ใจเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะมัน
สามารถคิดได้
ใจเป็นต้นทางของความสำเร็จ เพราะ
เป็นตัวสั่งการให้กายทำตามคำสั่งของมัน ถ้า
“ใจ” ไม่สั่งงาน กายก็อยู่เฉยๆ ทำอะไรไม่
ได้ พูดง่ายๆ กายเป็นเหมือนหุ่นยนต์ทำ
อะไรเองไม่เป็น แต่มีข้อแม้ว่าสิ่งที่สำเร็จ
ออกมาอาจจะดีหรือชั่วก็ได้ แล้วแต่คุณภาพ
ของ “ใจ” ในขณะที่สั่งการ
ถ้าขณะที่ “ใจ” กำลังสั่งการเป็นใจชั่วๆ
คือใจกำลังคิดชั่วๆ เพราะฉะนั้นการพูดการ
กระทำทางกายก็พลอยชั่วไปด้วย และเพราะ
การพูดชั่วทำชั่วนี่แหละ ความทุกข์ความ
ประเด็นที่ 5 ทำไม ใจจึงชั่ว ใจจึงดี
ธรรมดาใจเป็นของกลางๆ เป็นดวงใส
ๆ เมื่อยังอยู่ในตัวก็มีความสว่างพอประมาณ
ถ้าเป็นคนที่สติปัญญาทึบก็สว่างแค่แสงหิ่ง
ห้อย ถ้าเป็นคนที่สติปัญญาปานกลางก็
สว่างเหมือนเพชรต้องแสงเทียน ถ้าเป็น
คนที่สติปัญญามากๆ ก็สว่างเหมือน ดวง
จันทร์ในคืนวันเพ็ญ
ถ้าใจเคลื่อนออกไปจากสูนย์กลางกาย
เมื่อไหร่ ใจก็จะลูกสิ่งหนึ่งเข้ามาห่อหุ้ม มา
บดบังใจ เหมือนอย่างเมฆหมอกมาบังดวง
จันทร์ทำให้ความสว่างลดลง ยิ่งปล่อยให้
ใจเที่ยวไปไกลเท่าไหร่ นานเท่าไหร่ ก็
ทำให้ใจถูกบดบังห่อหุ้ม รวมทั้งบีบคั้น ให้
มืดมัวลงมากขึ้นเท่านั้น เป็นผลให้ “ใจ” คิด
เดือดร้อนหนักหนาสาหัสต่างๆ ย่อมตาม ในทางชั่วๆ อีกด้วย ตั้งแต่คิดโลภ อยาก
สนองเขาเหมือนล้อเกวียนที่หมุนตามบดขยี้ ได้ของ คนอื่นในทางไม่ชอบ คิดโกรธมุ่ง
รอยเท้าโคที่ลากเกวียนไป
หมายทำลาย ล้างผลาญ รวมทั้งคิดหลง
มี น า ค ม ๒๕๔๑
วารสารกัลยาณมิตร