ข้อความต้นฉบับในหน้า
:0 พาน^ ภาษต
โดย จานวุฑฺโฒกิกยุ
เริง
ยาชุ
ฟา
ศชุ
เจิงชานเป็นศิษย์คนหนึ่งของขงจื้อ และมีชื่อเสียงมากในความเป็นคนกตัญญูต่อพ่อแม่ เจิงซาน
เป็นผู้ที่รอบคอบสุขุมมากไม่ว่าจะในการพูดจาหรือการทำกิจการงานต่างๆ มารดาของเจิงซานจึง
มีความเชื่อถือไว้วางใจเจิงซานมาก
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่มารดาของเจิงซานกำลังนั่งทอผ้าอยู่ในบ้าน มีเพื่อนบ้านคนหนึ่งวิ่งกระหืด
กระหอบมาบอกว่า “เจิงซานฆ่าคนแล้ว” แต่มารดาของเจิงซานได้ยินแล้ว กลับไม่ตระหนกตกใจ
อะไรเลย ยังคงนั่งก้มศีรษะทอผ้าไปตามปกติ พูดตอบไปอย่างเยือกเย็นว่า “ไม่มีเรื่องอย่างนี้โดย
เด็ดขาด เธอต้องฟังมาผิดแน่ เพิ่งชานลูกฉันไม่มีทางไปฆ่าใคร
เพื่อนบ้านคนนั้นเห็นท่าทีของมารดาเจิงซาน สงบนิ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่เชื่อถือคำพูดของ
เขาโดยสิ้นเชิง ก็จนปัญญาได้แต่เดินคอดกกลับไป
เวลาผ่านไปได้ครู่หนึ่ง ก็มีคนอีกคนวิ่งมาที่บ้านของมารดาเจิงซาน แจ้งข่าวเรื่องเจิงซานฆ่าคน
คนๆ นี้เป็นเพื่อนสนิทของมารดาเจิงซาน และมีตำแหน่งในสังคมสูงมาก คำพูดของเขาโดยส่วน
ใหญ่ล้วนเชื่อถือได้ แต่ทว่ามารดาของเจิงซาน มีความเชื่อถือในบุตรชายของตนมาก ยังคงไม่
เชื่อข่าวนี้ นั่งทอผ้าต่อไปตามเดิม
เพื่อนคนนั้นเพิ่งเดินจากไปไม่นาน ก็มีคนอีกคนหนึ่งวิ่งเข้ามาเหงื่อท่วมตัว ละล่ำละลักบอกมารดาของเจิงซานว่า “เจิง
ซานลูกของคุณ ขณะนี้ถูกจับไปแล้ว”
มารดาของเจิงซานหลังจากได้ยินคำพูดนี้แล้ว ความเชื่อมั่นที่มีต่อบุตรของตนก็ได้ลั่นคลอนแล้ว เธอตกใจจนหน้าซีด
เผือดรีบลุกจากเครื่องทอผ้ามา คนๆ นั้นแนะน่า มารดาของเจิงซาน
ให้รีบหนีไปโดยเร็ว เพราะกฎหมายในสมัยนั้น ครอบครัวของฆาตกร
ที่ฆ่าคน จะต้องรับโทษเช่นเดียวกับฆาตกร
ในเวลานั้นเอง เจิงซานก็ได้เดินทางกลับมาถึงบ้านพอดีเขาได้บอก
มารดาว่า “ตอนผมเพิ่งเลิกเรียน ระหว่างเดินกลับบ้าน ได้ยินคนเขา
พูดกันว่า ฆาตกรที่ฆ่าคน คนนั้นมีชื่อและนามสกุลเหมือนผม ชื่อว่า
เจิงชานเหมือนกัน คนอื่นๆ อาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นตัวผมที่ไปฆ่าคน
เลียแล้ว”
มารดาของเจิงซานพูดว่า “แม่รู้ว่าลูกจะต้องไม่ไปฆ่าใครแน่นอน แต่
ใครๆ ก็พูดอย่างนั้น จนแม้กระทั่งแม่ก็เริ่มคล้อยเชื่อตามไปแล้ว ข่าว
ลือนี้ช่างน่ากลัวจริงๆ
"
ท่านสาธุชนทั้งหลาย ท่านได้หลงเชื่อคล้อยตามข่าวลือที่พูดต่อๆ
กันมาโดยไม่มีหลักฐานไปบ้างแล้วหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
“บัณฑิตย่อมใคร่ครวญอย่างรอบคอบโดยเหตุและผล จนชัดเจนดีแล้ว
จึงเชื่อ”
llustrate by peerathom Sookmongbueng
พ ฤ ษ ภ า ค ม
๒๕๔๑
๓๗
วารสารกัลยาณมิตร