ข้อความต้นฉบับในหน้า
G'S
๗๖
G'S
คำว่า มีจิตไม่ย่อหย่อน ไม่ประพฤติเกียจคร้าน หมายถึง พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
ประคองจิตมุ่งมั่นว่า "ตราบใดที่จิตของเรายังไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่
ยึดมั่น ตราบนั้นเราจักไม่ลุกจากที่นั่งนี้” (ซึ่งก็คือการบำเพ็ญภาวนาอย่างอุทิศชีวิตเป็น
เดิมพันนั่นเอง)
คำว่า มีความพากเพียรมั่นคง เข้าถึงเรี่ยวแรงและกำลังแล้ว หมายถึง เป็นผู้เต็ม
เปี่ยมด้วยกุศลกรรม คือเป็นผู้มีความบริสุทธิ์กาย ความบริสุทธิ์วาจา และความบริสุทธิ์ใจ
แล้ว
คำว่า จึงประพฤติอยู่ผู้เดียว เหมือนนอแรด หมายถึง ความสิ้นกิเลสด้วยการ
ปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นทางเอกสายเดียว ไม่มีทางอื่นเป็นสอง
นั่นก็หมายความว่า แม้แต่พระปัจเจกพุทธเจ้ายังต้องบำเพ็ญภาวนาอย่างอุทิศชีวิต
เป็นเดิมพัน จึงสามารถตรัสรู้โลกุตรธรรมได้ด้วยตัวของพระองค์เอง
ดังนั้น พระภิกษุเถระ พระมัชฌิมะ พระนวกะในยุคปัจจุบัน ก็ต้องบำเพ็ญภาวนา
อย่างอุทิศชีวิตเช่นกัน จึงจะสามารถบรรลุโลกุตรธรรมได้เช่นเดียวกับพระปัจเจกพุทธเจ้า
ในอดีตกาล
๖.๓ การอุทิศชีวิตเป็นเดิมพันของพระอรหันตสาวกในยุคพุทธกาล
ในคัมภีร์พระไตรปิฎกมีบันทึกการบำเพ็ญเพียรของพระอรหันตเถระไว้มากมาย พระ
อรหันต์รูปหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า พระปัจจยเถระ” เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล จึงได้กล่าว
คาถาไว้ดังนี้ว่า “เราบวชแล้วได้ ๕ วัน ยังเป็นเสขบุคคลอยู่ ยังไม่ได้บรรลุพระอรหันต์
เมื่อเราเข้าไปยังวิหารแล้วได้ตั้งใจปรารถนาว่า เมื่อเรายังถอนลูกศรคือตัณหาขึ้นไม่ได้ เรา
จะไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่ออกไปจากวิหาร ทั้งจะไม่เอนกายนอน
ล
เชิญท่านดูความเพียร ความบากบั่นของเรานั้นผู้อยู่อย่างนี้ เราบรรลุวิชชา ๓ ได้ทำ
ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว”
นั่นก็หมายความว่า แม้แต่พระอรหันตสาวกในครั้งพุทธกาล ยังต้องบำเพ็ญภาวนา
อย่างอุทิศชีวิตเป็นเดิมพัน จึงสามารถตรัสรู้โลกุตรธรรมตามพระบรมศาสดาไปได้
ดังนั้น พระภิกษุเถระ พระมัชฌิมะ พระนวกะในยุคปัจจุบัน ก็ต้องบำเพ็ญภาวนา
อย่างอุทิศชีวิตเช่นกัน จึงจะสามารถบรรลุโลกุตรธรรมได้เฉกเช่นเดียวกับพระอรหันตสาวก
ในยุคพุทธกาล
๖.๔ การอุทิศชีวิตเป็นเดิมพันของพระภิกษุผู้ปรารภความเพียรในยุคพุทธกาล
ใน ทุติยทสพลสูตร” พระบรมศาสดาทรงให้โอวาทแก่พระภิกษุผู้ยังมิได้บรรลุโลกุตร
ธรรมอันเป็นเครื่องก่าจัดทุกข์ในวัฏสงสารให้หมดสิ้นไปว่า “ภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เรากล่าว
6 ปัจจัยเถรคาถา ขุ.เถร. ๒๖/๒๒๒-๒๒๔/๓๗๓-๓๗๔ (มจร.)
7 ทุติยทสพลสูตร, ส. น. ๑๖/๒๒/๓๙-๔๐ (มจร.)