การเจริญภาวนาและการนั่งสมาธิ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2540 ฉบับที่ 12 หน้า 121
หน้าที่ 121 / 132

สรุปเนื้อหา

ธรรมกายเป็นลำดับไป เมื่อเข้าถึงอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ละก็ไม่พ้นละ ต้องเข้าถึงธรรมกายแน่ เป็นทางไปของ พระพุทธเจ้าพระอรหันต์จริงๆ แท้ๆ เมื่อรู้จักแน่เช่นนี้ ละก็จะไปนรกกันได้อย่างไร ไม่ไปแน่นอน ถ้าทำหนัก เข้าปฏิบัติหนักเช้า ก็จะเป็นลำดับไป มรรค ผล ต้อง อยู่ กับเราแน่ต้องออกจากวัฏทั้งสามแน่ๆ คือ กรรม วัฏ วิปากวัฏ กิเลสวัฏ ต้องออกจากภพ ๓ ไปแน่ๆ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่ต้องอาศัย มีนิพพานเป็น ที่ไปในเบื้องหน้า” ความประมาทของคนนั่งสมาธิ ๑๑ ประการ การเจริญภาวนา เป็นเหตุให้เกิดการตรัสรู้ธรรมของ พระพุทธเจ้า เห็นหากไม่ประกอบเหตุ คือการเจริญ ภาวนา ผลคือการตรัสรู้ธรรม ย่อมไม่มี ดังนั้นการเจริญ ภาวนา หรือพูดสั้นๆ ว่าการนั่งสมาธิ จึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับผู้หวังความสุขความหลุดพ้นเป็นอย่างยิ่ง ผู้ไม่นั่ง ส

หัวข้อประเด็น

- การเจริญภาวนาและการนั่งสมาธิ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ขึ้นไปเท่าๆ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เหมือนกัน เมื่อเข้าถึง ดวงปัญญาเช่นนั้นละก็ นั่นแหละเป็นทางไปของพระ พุทธเจ้าพระอรหันต์ เข้าไปในทางศีล สมาธิ ปัญญา นั่นแหละเข้าไปในทางอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา นั่นแหละ เมื่อเข้าถึงอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาแล้วละก็ ก็จะเข้าถึง ธรรมกายเป็นลำดับไป เมื่อเข้าถึงอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ละก็ไม่พ้นละ ต้องเข้าถึงธรรมกายแน่ เป็นทางไปของ พระพุทธเจ้าพระอรหันต์จริงๆ แท้ๆ เมื่อรู้จักแน่เช่นนี้ ละก็จะไปนรกกันได้อย่างไร ไม่ไปแน่นอน ถ้าทำหนัก เข้าปฏิบัติหนักเช้า ก็จะเป็นลำดับไป มรรค ผล ต้อง อยู่ กับเราแน่ต้องออกจากวัฏทั้งสามแน่ๆ คือ กรรม วัฏ วิปากวัฏ กิเลสวัฏ ต้องออกจากภพ ๓ ไปแน่ๆ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่ต้องอาศัย มีนิพพานเป็น ที่ไปในเบื้องหน้า” ความประมาทของคนนั่งสมาธิ ๑๑ ประการ การเจริญภาวนา เป็นเหตุให้เกิดการตรัสรู้ธรรมของ พระพุทธเจ้า เห็นหากไม่ประกอบเหตุ คือการเจริญ ภาวนา ผลคือการตรัสรู้ธรรม ย่อมไม่มี ดังนั้นการเจริญ ภาวนา หรือพูดสั้นๆ ว่าการนั่งสมาธิ จึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับผู้หวังความสุขความหลุดพ้นเป็นอย่างยิ่ง ผู้ไม่นั่ง สมาธิ ได้ชื่อว่าประมาทที่สุด เพราะหากไม่เข้าถึงกาย ธรรมอรหันต์เป็นพระอรหันต์ ก็ตกเป็นบ่าวเป็นทา สกิเลสตลอดไป ผู้โมนั่งสมาธิได้ อ ว่าประมาท ขอยกไว้ แม้ผู้นั่งสมาธิแล้วก็ยัง ได้ชื่อว่าประมาทอยู่ หากมีลักษณะ ประการ ดังนี้ ๑๑ ๑.ไม่ทำกิจโดย เคารพ คือนั่งสมาธิไป อย่างนั้นๆ ไม่ศึกษาว่า ท่าถูกต้อง ถูกวิธีหรือ รับผลไม่เต็มที่ ๒. ไม่ทำติดต่อกัน คือนั่งสมาธิแบบเดี่ยวจริงเดี่ยว หย่อน เหมือนธารน้ำที่ไม่เชื่อมต่อกันก็กลายเป็นร่อง น้ำเป็นหย่อมๆ ไป ๓.ทำๆ หยุดๆ คือนั่งสมาธิไปช่วง เลิกนั่งไปอีกช่วง เหมือนกระแตที่วิ่งๆ หยุดๆ แม้ช่วงที่ได้นั่งสมาธิจะได้ ผลอย่างดี แต่หากทำๆ หยุดๆ แล้วก็ ยากที่จะเอาดีได้ เหมือนนักกีฬาที่มีความสามารถเฉพาะตัวสูง หากซ้อม บ้างไม่ซ่อมบ้าง ก็ยากที่จะก้าวไปสู่ความเป็นเลิศได้ ๔.ท่าน อย่างท้อถอย คือนั่งสมาธิเหมือนคนซังกะตาย เหมือนลูกจ้างที่ทำงานไม่เต็มแรง ๕.ทอดฉันทะ คือทำแบบเลื่อนลอย ท่า แบบหมด รัก “ความรัก” จะก่อเกิดพลังไม่รู้จบ โดยเฉพาะ “ความ รักในการนั่งสมาธิ" จะก่อเกิดพลังอย่างน่าอัศจรรย์ 5.ทอดธุระ อาการหนักกว่า ทอดฉันทะอีก คือไม่ สนใจทํา แล้ว ๗. ไม่ติด คือทอดธุระแล้วก็ชะล่าใจ ชักนั่งสมาธิไม่ ติดแล้ว ผุดลุกผุดนั่ง ๔.ไม่คุ้น คือพอทิ้งไปมากเข้าบ่อยเข้า ครั้นมานั่ง สมาธิอีก ก็เหมือนมาเริ่มต้นใหม่ เหมือนไม่เคยนั่งสมาธิ มาก่อน รู้สึกอึดอัดขัดข้องไปหมดก็ต้อง อดทน...อดทน... แล้วก็ อดทน ก็จะดีขึ้นไปเรื่อยๆ เอง ไม่ควรท้อถอย หรือหมดกำลังใจ ๗.ไม่ทำจริงๆ จังๆ คือ ท่า แบบเช้าชาม เย็นชาม ทำพอได้ชื่อ ว่าทํา อ.ไมตั้งใจทำ คือทำ แบบถูกบังคับให้นัง ทำแบบให้คิดจะเอาดี อันที่จริงจะตั้งใจนั่ง สมาธิกับไม่ตั้งใจช่วง เวลานั้นก็ใช้เวลาเท่า ไม่ ทำผิดก็คิดว่าทำถูก ทำน้อยก็คิดว่าทำมาก จึงได้ กัน ไหนๆ จะต้องเสียเวลาแล้ว ก็น่าจะทำให้ดีที่สุด ธั น ว า ค ม ๒๕๔๐ ๑๑๙ (วารสารกัลยาณมิตร
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More