ข้อความต้นฉบับในหน้า
ทรงกระทำความเพียรอยู่ถึง ๖ พรรษา จึงพบรัตนะอัน
นี้ลี้ลับซับซ้อนอยู่ในพระองค์คือกายธรรม มีสัณฐาน
เหมือนพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูมมีสีไม่เหมือนกระจก
ปรากฏอยู่ในศูนย์กลางกาย ที่ว่านี้มีหลักฐานในอัคคัญญ
“สูตร ที่พระองค์ตรัสแก่วาเสฏฐสามเณรว่า ตถาคต สุสเหตุ
วาเสฏฐาธิวจน์ ธมฺมกาโย อห อิดิปีฯ ในสุตตันตปิฎก
ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ยืนยันความว่า ดูกร วาเสฏฐ
สามเณร คำว่าธรรมกายๆ นี้เป็นชื่อตถาคตโดยแท้
เรื่องพระวักกลิ ดังที่ยกขึ้นมากล่าวข้างต้นนั้น
เมื่อระลึกถึงความในอัคคัญญสูตรนี้ ประกอบแล้วย่อม
ส่องความให้เห็นว่า ที่พระองค์ตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้
นั้นเห็นเรานั้น หมายความว่า ผู้ใดเห็นดวงธรรมที่ทำให้
เป็นธรรมกายผู้นั้นได้ชื่อว่าเห็น
เรา คือ ตถาคตนั้นเอง มิใช่อื่น
ไกล หรือพูดให้เข้าใจง่ายกว่านี้
ก็ว่า ผู้ใดเห็นดวงธรรมที่ว่านี้
ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า หรืออีก
อย่างหนึ่งว่า ผู้ใดเห็นธรรมกาย
ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า
ทำไมจึงหมายความเช่น
นั้น ก็เพราะว่าขณะนั้นพระวักกสิ
ก็อยู่ใกล้ๆ กับพระองค์ หากจะ
แลตด้วยลูกตาทําไมจะไม่เห็น
พระองค์ เพราะไม่ปรากฏว่า
พระวักกสินั้นตาพิการ เมื่อเช่น
นี้ไฉนพระองค์จะตรัสเช่นนั้นเล่า
ที่ตรัสเช่นนั้นจึงตีความหมายได้
เป็นแต่เปลือกของพระองค์คือ
ภายในคืออะไรเล่า ก็คือธรรมกายนั้นเอง จะเห็นได้
อย่างไว้ข้อนี้ตอบไม่ยาก เมื่อได้บำเพ็ญกิจถูกส่วนแล้ว
ท่านจะเห็นด้วยตาของทำนอง คือเห็นด้วยตาธรรมกาย
ไม่ใช่ตาธรรมดา พระดำรัสของพระองค์ ดังยกขึ้นกล่าว
มานั้น เป็นปัญหาธรรมมีนัยลึกซึ้งอยู่ อันผู้ที่มิได้
ปฏิบัติธรรมแล้วเข้าใจได้ยากแต่ถ้าผู้ที่ปฏิบัติได้แล้ว จะ
ตอบปัญหานี้ได้ด้วยตนเองอย่างง่ายดายไม่ต้องไปถามใคร
ธรรมกาย มีสีใสเหมือนแก้วจริงๆ จึงได้ชื่อว่า
พุทธรัตนะ
ธรรมทั้งหลายที่กลั่นออกจากหัวใจ ธรรมกายจึง
ได้ชื่อว่า ธรรมรัตนะ ธรรมรัตนะคือหัวใจธรรมกายนั้นเอง
ดวงจิตของธรรมกายนั้นได้ชื่อว่า สังฆรัตนะ
นี่แหละที่ว่า พุทธรัตนะ ธรรม
ในการบาเพ็ญภาวนา
ความเพียรเป็นข้อสําคัญยิ่ง ต้องท่า
เสมอ ท่าเนืองๆ ในทุกอิริยาบถ
ไม่ว่านั่ง นอน เดิน ยืน และท่า
เรื่อยไป อย่าหยุด อย่าละ
อย่าทอดทิ้ง อย่าท้อแท้ มุ่งรุดหน้า
เรื่อยไป ผลจะเกิดวันหนึ่ง
ไม่ต้องสงสัย ผลเกิดอย่างไร
ท่านรู้ได้ด้วยตัวของท่านเอง
๓
รัตนะ ลังฆรัตนะทั้ง ๓ ประการ
นี้เกี่ยวเนื่องเป่นอันเดียวนั้น
เกี่ยวกันอย่างนี้จะพรากจากกัน
ไม่ได้ ผู้ใดเข้าถึงพุทธรัตนะ ก็ได้
ชื่อว่าเข้าถึงธรรมรัตนะ ลังม
รัตนะด้วย
การเข้าถึงรัตนะ ๓ ดังกล่าว
มานี้ จะเข้าถึงได้อย่างไร เพียง
แต่เลื่อมใสนับถือ ยังไม่เรียกว่า
เข้าถึง แม้จะท่องบ่นน้อมใจ
ระลึกถึงก็ยังไม่เรียกว่าเข้าถึง
แม้จะปฏิญาณตนว่ายอมเป็นข้า
ก็ยังไม่เรียกว่าเข้าถึง อย่างมาก
จะเรียกได้ก็เพียง ขอถึง
การที่จะเช้าถึงนั้น จำเป็นจะ
ต้องบำเพ็ญเพียรปฏิบัติ
ว่า ที่แลเห็นด้วยตาธรรมดานั้น
กายพระสิทธัตถะที่ออกบวช ซึ่ง
มิได้อยู่ในความหมายแห่งคำว่าเรา และยังตรัสว่าเป็น
กายที่เปื่อยเน่าด้วย นั้นคือกายพระสิทธัตถะที่ออกบวช
ซึ่งเป้นกายภายนอก นเอง ค่าว่าเราในที่นี้จึงสันนิษฐาน
ได้ว่า หมายถึงกายภายใน ซึ่งไม่ใช่กายเปื่อยเน่า กาย
เจริญรอยตามปฏิปทาของพระ
บรมศาสดาจนบรรลุกายธรรมคือรู้จริงเห็นแจ้งด้วยตัว
ของตัวเองจึงจะได้ชื่อว่าเข้าถึงพระรัตนตรัยโดยแท้ และ
การปฏิบติเช่นนี้ไม่เป็นการพ้นวิสัยของมนุษย์ เพราะใน
ปัจจุบันนี้มีผู้ที่ได้บ่าเพ็ญบรรลุธรรมกายก็มีอยู่มากหลาย
กัลยาณมิตร ๒๔ พฤศจิกายบ ๒๕๕๑