ความเพียรในการบำเพ็ญภาวนา วารสารกัลยาณมิตร ปี 2541 ฉบับที่ 11 หน้า 27
หน้าที่ 27 / 132

สรุปเนื้อหา

ผู้ที่ได้ธรรมกายแล้วเขามีความอิ่มเอิบและสุขกายสุขใจ ขันธ์ ๕ นั่นเอง เมื่อขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตน จึงต้องถามว่า เพียงไหน ถามเขาดูได้ เพื่อได้ทราบว่าการเข้าถึง อะไรเล่าเป็นตน ถ้าค้นหาตนไม่พบก็ไม่รู้ที่ว่าจะทําอะไร พระรัตนตรัยมีผล อย่างไร ผิดกว่าที่ยังมีได้เข้าถึงอย่างไร ให้เป็นที่พึ่งแก่อะไร พระพุทธวจนะที่มีอยู่ว่า อตฺตา หิ ทั้งจะได้รู้ด้วยว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นหลักค่าสอน อดตโน นาโถ ซึ่งแปลว่าตนเป็นที่พึ่งแก่ตน จะมิได้มี ของพระบรมศาสดามีความจริง แค่ไหน ศีลเป็นปัจจัยให้เกิดสมาธิ สมาธิเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา นั้นอย่างไร ก็จะรู้ความจริงได้ ในเมื่อตนบ่าเพ็ญสําเร็จ หรือถ้า อยากรู้เพียงเงาๆ ก็ลองถามเขา ดูได้ เพียรเถิดจะเกิดผล ในการบำเพ็ญภาวนา ความเพียรเป็นข้อสำคัญยิ่ง ต้องทำเสมอทำเนืองๆ ในทุก อิริยาบถ

หัวข้อประเด็น

- ความเพียรในการบำเพ็ญภาวนา

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ผู้ที่ได้ธรรมกายแล้วเขามีความอิ่มเอิบและสุขกายสุขใจ ขันธ์ ๕ นั่นเอง เมื่อขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตน จึงต้องถามว่า เพียงไหน ถามเขาดูได้ เพื่อได้ทราบว่าการเข้าถึง อะไรเล่าเป็นตน ถ้าค้นหาตนไม่พบก็ไม่รู้ที่ว่าจะทําอะไร พระรัตนตรัยมีผล อย่างไร ผิดกว่าที่ยังมีได้เข้าถึงอย่างไร ให้เป็นที่พึ่งแก่อะไร พระพุทธวจนะที่มีอยู่ว่า อตฺตา หิ ทั้งจะได้รู้ด้วยว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นหลักค่าสอน อดตโน นาโถ ซึ่งแปลว่าตนเป็นที่พึ่งแก่ตน จะมิได้มี ของพระบรมศาสดามีความจริง แค่ไหน ศีลเป็นปัจจัยให้เกิดสมาธิ สมาธิเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา นั้นอย่างไร ก็จะรู้ความจริงได้ ในเมื่อตนบ่าเพ็ญสําเร็จ หรือถ้า อยากรู้เพียงเงาๆ ก็ลองถามเขา ดูได้ เพียรเถิดจะเกิดผล ในการบำเพ็ญภาวนา ความเพียรเป็นข้อสำคัญยิ่ง ต้องทำเสมอทำเนืองๆ ในทุก อิริยาบถ ไม่ว่านั่ง นอน เดิน ยืน และท่าเรื่อยไป อย่าหยุด อย่าละ อย่าทอดทิ้ง อย่าท้อแท้ มุ่ง รุดหน้าเรื่อยไป ผลจะเกิดวันหนึ่ง ไม่ต้องสงสัย ผลเกิดอย่างไร ท่านรู้ได้ด้วยตัวของท่านเอง ตนเป็นที่พึ่งของตน นี่หมายความว่ากระไร อะไรเป็นตน ตนคืออะไร นาม รูปัง อนัตตา ก็แปลกันว่านาม และรูป ไม่ใช่ตน ถ้ากระนั้น อะไรเล่าจะเป็นตน ซึ่งจะได้ ทำให้เป็นที่พึ่งแก่ตน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกว่า ธรรมของพระองค์จะขัดกันเองไม่ได้ เพื่อที่จะไม่ให้ขัดแย้งกัน จึงต้องแบ่ง อัตตาออกเป็น ๒ อย่าง คือ อัตตาสมมติ กับอัตตาแท้ อัตตาสมมติ ได้แก่กาย มนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กาย ทางออกหรือ ย่อมเป็นไปไม่ได้ ได้เคยกล่าวมาข้างต้นบ้าง แล้วว่า พระองค์ทรงสอน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ด้วยพระปรีชา ญาณอันสุขุมคัมภีรภาพเพื่อให้ คิดค้น พระองค์เน้นสอนทาง อนัตตา ก็เพื่อให้เห็นอัตตาเอาเอง สมในคำสันทิฏฐิโก ซึ่งแปลว่า ธรรมของพระองค์นั้นผู้ที่ปฏิบัติ ย่อมเห็นเอง อกฺขาตาโร พระองค์เป็นแต่ผู้ทรงบอก แนวทางให้เท่านั้น ฉะนั้น เมื่อมีเรื่อง อนัตตา กับอัตตา ยันกันอยู่ จึงต้อง คิดค้นต่อไป ธรรมของพระองค์ จะขัดกันเองไม่ได้ เพื่อที่จะไม่ ให้ขัดแย้งกัน จึงต้องแบ่งอัตตา ออกเป็น ๒ อย่าง คือ อัตตาสม อรูปพรหม เพราะกายเหล่านี้ ยังมีเกิด มติกับอัตตาแท้ อัตตาสมมติ มีตาย เป็นกายส่วนโลกีย์ ยังมีกายอีก กายหนึ่งซึ่งเป็นกายโลกุตระ คือ ธรรมกาย ธรรมกายนี้แหละ เป็นอัตตาแท้หรือตนแท้ ขันธ์ ๕ เมื่อย่อเข้าเรียกอย่างสั้นก็เรียกว่า นามรูป โดย เอากองรูปคงไว้ ส่วนกอง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมกัน ๔ กองนี้เรียกว่า นาม ฉะนั้น ที่ว่านามรูปก็คือ ได้แก่กายมนุษย์ กายทิพย์ กาย รูปพรหม กาย อรูปพรหม เพราะกายเหล่านี้ ยังมีเกิด มีตาย เป็นกายส่วนโลกีย์ ยังมีกายอีก กายหนึ่งซึ่งเป็นกายโลกุตระ คือ ธรรมกาย ธรรมกายนี้แหละ เป็นอัตตาแท้หรือตนแท้ ที่ว่าตนเป็นที่พึ่งแก่ตนนั้น ก็ คือเพ่งยึดอาศัยกัน ดำเนินเข้าไปเป็นชั้นๆ คือ เพ่งกาย มนุษย์ส่งให้ถึงกายทิพย์เพ่งกายทิพย์ส่งให้ถึงกายรูปพรหม เพ่งกายรูปพรหมลงให้ถึงกายอรูปพรหม เพ่งกายอรูป อัสยาผมิตร ๒๕ พฤศจิกายน o**®
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More