การปฏิบัติในทางสายกลาง วารสารกัลยาณมิตร ปี 2543 ฉบับที่ 10 หน้า 5
หน้าที่ 5 / 108

สรุปเนื้อหา

ตึงเกินไป อีกพวกหนึ่งก็หย่อนเกินไป พวกที่ตึงเกินไปมีความเห็นว่า ต้องทรมานตนเอง ทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ผู้มีอำนาจสูงสุดซึ่งสมมุติเรียก กันว่าพระผู้เป็นเจ้า เกิดความสงสารเห็นใจ จะได้ช่วยให้ พ้นทุกข์ เพราะเข้าใจว่าการทำอย่างนี้จะดับกิเลสได้ ซึ่ง เป็นวิธีการที่ผิดจากทางมรรคผลนิพพาน นอกจากทำให้ ร่างกายทรุดโทรมแล้วยังบั่นทอนกำลังสติปัญญาของตนเอง ด้วย อีกพวกหนึ่งก็ปล่อยตัวปล่อยใจให้ไปตามกระแส กิเลส เพราะเข้าใจผิดคิดว่าถ้าจะพ้นทุกข์ได้ต้องแสวงหา ความสนุกสนานเพลิดเพลินในทางโลก พาตัวไปพัวพัน หมกมุ่นอยู่ในเรื่องกามคุณต่างๆ ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่ชอบใจ ซึ่งในที่สุดก็มีความทุกข์ ความคับแค้นใจ เป็นผล แล้วก็ยังไม่พ้นจากความทุกข์อีกเช่นกัน จนกระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในโลก พระองค

หัวข้อประเด็น

- การปฏิบัติในทางสายกลาง

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ตึงเกินไป อีกพวกหนึ่งก็หย่อนเกินไป พวกที่ตึงเกินไปมีความเห็นว่า ต้องทรมานตนเอง ทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ผู้มีอำนาจสูงสุดซึ่งสมมุติเรียก กันว่าพระผู้เป็นเจ้า เกิดความสงสารเห็นใจ จะได้ช่วยให้ พ้นทุกข์ เพราะเข้าใจว่าการทำอย่างนี้จะดับกิเลสได้ ซึ่ง เป็นวิธีการที่ผิดจากทางมรรคผลนิพพาน นอกจากทำให้ ร่างกายทรุดโทรมแล้วยังบั่นทอนกำลังสติปัญญาของตนเอง ด้วย อีกพวกหนึ่งก็ปล่อยตัวปล่อยใจให้ไปตามกระแส กิเลส เพราะเข้าใจผิดคิดว่าถ้าจะพ้นทุกข์ได้ต้องแสวงหา ความสนุกสนานเพลิดเพลินในทางโลก พาตัวไปพัวพัน หมกมุ่นอยู่ในเรื่องกามคุณต่างๆ ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่ชอบใจ ซึ่งในที่สุดก็มีความทุกข์ ความคับแค้นใจ เป็นผล แล้วก็ยังไม่พ้นจากความทุกข์อีกเช่นกัน จนกระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในโลก พระองค์ได้ทรงทดลองกระทำทั้ง ๒ วิธีการ แล้วทรงเห็นว่า ทั้งสองวิธีนั้นไม่เกิดประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ ไม่ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะไม่มีพระผู้เป็นเจ้า องค์ใดจะบันดาลให้พ้นทุกข์ได้ การทรมานตนก็เป็นการ ลำบากเปล่า หรือความสนุกสนานเพลิดเพลินในทางโลกก็ แค่เพียงกลบทุกข์เท่านั้น ไม่ใช่เป็นการแก้ทุกข์ เมื่อแก้ทุกข์ ไม่ได้ก็ไม่พ้นทุกข์ ดังนั้นท่านจึงเลิกกระทำทั้ง ๒ วิธี มุ่ง แสวงหาวิธีอื่นต่อไป แล้วในที่สุดก็ทรงค้นพบหนทางสายกลาง ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งเป็นทางเสด็จไปของ พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย หนทางสายกลางที่พระองค์ทรงค้นพบด้วย พระองค์เองนี้ มีอยู่ในศูนย์กลางกายของมนุษย์ทุกคน เมื่อเรามาเกิดเป็นมนุษย์ ใจเราก็อยู่ที่ศูนย์กลางกาย เมื่อ เวลาเราจะหลับ ใจเราก็ต้องไปหยุดตรงกลางนั้น ถ้าผิด กลางก็หลับไม่ได้ จะเกิด ดับ หลับ ตื่น ก็ต้องอยู่ตรงกลาง กายนี้เท่านั้น คือที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้แหละ เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ เอกายนมรรค เป็นทางไหลผ่านแห่ง มหากุศลอันยิ่งใหญ่ เป็นทางเอกสายเดียวที่จะนำเราไปสู่ อายตนนิพพาน หากเราปฏิบัติตามที่พระองค์สอนในหนทาง สายกลางแล้ว จะเกิดจักขุกรณี ญาณกรณี อุปสมายะ อภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ ครบถ้วนบริบูรณ์หมด เลย จักขุกรณี คือ เกิดธรรมจักขุ การเห็นเป็นปกติ เห็น ตรงไปตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีอยู่จริง ญาณกรณี คือ เกิดญาณเป็นเครื่องรู้ อุปสมายะ คือ เกิดความรู้ ความเห็นที่เป็นไปเพื่อ ความสงบระงับแห่งสังขารทั้งหลาย อภิญญายะ คือ เกิดอภิญญาความรู้ยิ่งในทาง พระพุทธศาสนา เช่น มีหูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกชาติได้ รู้วาระจิต มีฤทธิ์ทางใจ จนถึงขั้นทำอาสวะให้สิ้นไปได้ สัมโพธายะ รู้ได้รอบตัว รู้พร้อมหมด นิพพานายะ ความรู้นั้นเป็นไปเพื่อพระนิพพาน เพราะฉะนั้น หากเราปรารถนาจะพ้นจากความทุกข์ เข้าถึงความสุขอันเป็นอมตะ ก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องใน หนทางสายกลาง ดำเนินตามปฏิปทาของพระอริยเจ้าทั้งหลาย นั่นคือต้องทำใจให้อยู่เหนือโลก ทวนกระแสของชาวโลก เช่น เขาตรึกเรื่องกาม เราก็เว้นออกจากกาม เขาตรึกเรื่องพยาบาท เราก็เว้นออกจากความพยาบาท เขาตรึกเรื่องการ เบียดเบียนกัน เราก็เว้นออกจากการเบียดเบียน แล้วก็ทำ กายวาจาใจของเราให้บริสุทธิ์ โดยนำใจให้มาหยุดนิ่งที่ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อันเป็นแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ แหล่งแห่งสติปัญญา เมื่อเข้าถึงความบริสุทธิ์เต็มที่แล้ว ใจก็ จะแล่นเข้าไปสู่หนทางแห่งความบริสุทธิ์ภายใน หนทางแห่ง วิสุทธิมรรค โดยมีเป้าหมายคืออายตนนิพพาน กัลยาณมิตร ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ | ๓
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More