ข้อความต้นฉบับในหน้า
0.0
66
กายมนุษย์คนที่ปีนออกไปนั่นแหละเขาเรียกว่า กายมนุษย์
ในกายมนุษย์ นี่แหละกายในกายหละ เห็นจริงๆ อย่างนี้
ไม่ใช่เห็นคามเหลวไหล เห็นอย่างนี่ก็เป็นหลักเป็นพยานได้
ทุกคน เพราะเคยนอนฝันทุกคน นี่เห็นในกาย เห็นอย่างนี้
นะ เมื่อเห็นกายในกายอย่างนี้แล้ว
"
คนนี้แหละ รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างนี้แหละ ถึงได้ชื่อว่าเป็นกายมนุษย์ละเอียด
กายมนุษย์คนที่ฝันออกไปนั่นแหละเขาเรียกว่า กายมนุษย์ในกายมนุษย์ นี่แหละกาย
ในกายหละ เห็นจริงๆ อย่างนี้ ไม่ใช่เห็นตามเหลวไหล เห็นอย่างนี้ก็เป็นหลัก เป็น
พยานได้ทุกคน เพราะเคยนอนฝันทุกคน นี่เห็นในกาย เห็นอย่างนี้นะเมื่อเห็น
กายในกายอย่างนี้แล้ว
เห็นเวทนาในเวทนา ละก็ตัวมนุษย์คนนี้มีเวทนาอย่างไรบ้าง สุข ทุกข์ ไม่สุข
ไม่ทุกข์ ดีใจ เสียใจ เวทนาเป็นอย่างนั้นมิใช่หรือ ก็ส่วนกายที่ฝันออกไปนั้นก็มีสุข
ทุกข์ ไม่ทุกข์ ดีใจ เสียใจ เหมือนกันแบบเดียวกันกับกายมนุษย์คนนี้แหละ ไม่ต่างอะ
ไรกันเลย
จิตล่ะ เห็นจิตในจิต ก็แบบเดียวกันกับเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิตนี่ ต้องกล่าว
“เห็น” นะ ไม่ใช่กล่าว “รู้” นะ เห็นจิตในจิต ดวงจิตของมนุษย์นี้เท่าดวง
ดาด่าข้างนอก อยู่ในเบาะน้ำเลี้ยงหัวใจ ตำรับตำรากล่าวไว้ว่า หทยคูหา จิตต์ สรีร
จิดด์ เนื้อหัวใจเป็นที่อยู่ แล้วก็กล่าวไว้อีกหลายนัย ปกติ มโน ใจเป็นปกติ
ภวงฺคจิตฺต์ ใจเป็น ภวงฺคจิตฺต์ ภวงฺคจิตฺด์ อันว่าภวังคจิต
นั้น ปสนฺนํ อุทก์ วิย จิตเป็นดังว่าน้ำ จิตนั่นแหละเป็นภวังคจิต
เวลาตกภวังค์แล้วใสเหมือนกับน้ำที่ใส จิตดวงนั้นแหละ
เป็นจิตของมนุษย์ ที่ต้องมีปรากฏว่า จิตในจิตนั่นแหละ
อีกดวงหนึ่งคือ จิตของกายมนุษย์ละเอียดที่ฝันออกไปนั้น
เรียกว่า จิตในจิต
ธรรมในธรรม เห็นธรรมในธรรมเนืองๆ เป็นไฉนเล่า
ดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ มีอยู่ในศูนย์กลางกายมนุษย์
ม ก ร า ค ม ๒๕๔๑
๑๗
วารสารกัลยาณมิตร