ข้อความต้นฉบับในหน้า
ว่าโดยที่สุดก็คือ ให้สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ย่นค่า สอนของพระองค์ก็คือ ศีล
สมาธิ ปัญญา แต่พระองค์มีอุบายสอนต่างๆ นานา สุดแล้วแต่จะฟรงพิจารณาเห็นว่า
บุคคลจําพวกใดมีนิสัยอย่างไร ก็ทรงใช้อุบายสอนให้ต้องกับนิสัย
เวทนา ดังเช่นพระสารีบุตรยืนกั้นร่ม ชนิดหนึ่งเหมือนกัน ตา จมูก ลิ้น แจ้งซึ่งสัตวโลกว่าไม่เป็นเช่นนั้น ที่
ให้พระศาสดาได้เป็นเวลา ๗ วัน กาย ใจ เหล่านี้เป็นที่รับรองของวิญ
โดยไม่หิวโหย ก็เพราะผัสสาหาร
ญาณ วิญญาณย่อมมีรสในอารมณ์
อย่างนี้ สัตว์นรกดำรงชีพรับเคราะห์ 5 อย่าง ไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งวิญ
กรรมอยู่ได้ก็เพราะผัสสาหารทางชั่ว ญาณจึงเป็นอาหารประมวลให้เกิด
คนนอนหลับอยู่ได้ก็ด้วยผัสสะชนิด นามรูปได้ในคำว่า วิญญาณปัจจยา
ให้เกิดอุเบกขาเวทนา
มโนสัญเจตนาหาร ได้แก่การ
ดีดอ่านทางใจ มโนสัญเจตนาหารนี้
เป็นอาหารประมวลมาซึ่งภพ ๓ คือ
กามภพ รูปภพ อรูปภพ แล้วแต่
เจตนาคือมุ่งไปเกาะภพไหน เมื่อ
ประกอบถูกส่วนก็ไปสู่ภพนั้นเจตนา
เป็นตัวกรรมได้ในบาลีว่า เจตนาห์
ภิกฺขเว วหามิ ซึ่งแปลความว่า ๑
กรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเจตนา
นั้นเองเป็นตัวกรรม คนที่ทำกรรม
นามรูปัง ซึ่งแปลว่า วิญญาณเป็น
ปัจจัยให้เกิดนามรูป
สัตวโลก ที่ว่าพระองค์ทรงรู้
แจ้งซึ่งสัตวโลกนั้น คือพระองค์ทรง
รู้แจ้งซึ่งธรรมเป็นที่มาแห่งจิตของ
สัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายมีอัช-
ฌาสัย หรือความเห็นต่างๆ กัน เช่น
จำพวกหนึ่งเห็นว่าโลกเที่ยง ไม่มี
ยักเยื้องแปรผัน และเห็นว่าเกิดมา
เป็นมนุษย์แล้ว เมื่อตายไปก็ต้อง
กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อย่างเดิมอีก
เป็นกุศล สุคติภพย่อมคอยท่ารับรอง พวกหนึ่งเห็นว่าดายแล้วขาดสูญ
จริงลัดวโลกทั้งหลายย่อมเป็นไป
ตายถากรรม ทำดี ความดีย่อมติด
ตามไปสนองในภพหน้า ท่า ชั่ว
ความชั่วย่อมติดตามไปสนองใน
ภพหน้าเป็นเสมือนเงาตามตัว อัน
เรียกว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ จึงได้
ชื่อว่า โลกวิทนัยหนึ่ง
อนุสเย ชานาติ ทรงรู้แจ้งซึ่ง
อนุสัย ๓ ประการ คือ กามราคาร
นุสัย ภวราคานุสัย ปฏิมานุสัย
ทิฏานุสัย วิจิกิจฉานุลัยมานานุสัย
อวิชชานุสัย
จริต” ชานาติ ทรงรู้แจ้งจริตแห่ง
สัตว์ทั้งหลาย 5 ประการ คือราคะ
จริต โทสะจริต โมหะจริต วิตกก
จริต สัทธาจริต พุทธิจริต
อธิมุตติ ชานาติ ทรงรู้แจ้ง
นิสสัยต่ำสูงและความเป็นผู้มีใจบุญ
อยู่และคนที่ทำกรรมเป็นอกุศลทุคติ หมดสิ้นกันเท่านั้น ไม่มีอะไรในผู้ ความเป็นผู้มีใจบาปแห่งสัตว์ทั้ง
นั้นจะมาเกิดอีก ท่าดี ทำชั่ว ก็สิ้น หลายทรงรู้แจ้งซึ่งความมีกิเลสหนา
ภพก็ย่อมคอยท่า รับรองเขาอยู่
เหมือนกัน
สุดเพียงวันตาย ไม่มีบุญ ไม่มีบาป
บาแห่งสัตว์ทั้งหลาย
จะตามไปสนองในภพหน้าที่ไหนอีก
ทรงรู้แจ้งในอินทรีย์ของสัตว์
วิญญาณาหาร วิญญาณแปลว่า
อย่างนี้เรียกว่าไม่รู้ซึ่งความเป็น ทั้งลาย ว่าแก่อ่อนอย่างไร กล่าว
ความรู้แจ้ง ความรู้แจ้งเป็นอาหาร จริงของโลก ส่วนพระองค์ทรงรู้ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
กรกฎาค
©๗) วารสารกั&ยาณมิ ว