ข้อความต้นฉบับในหน้า
ตัวเองและมีความชำนิชำนาญในการ
เข้าฌาน ซึ่งจะเป็นผลให้ทั้งกายและใจผู้
ปฏิบัติกับธรรมกายเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกันก่อน
๓. ผู้ปฏิบัติจะต้องซีกเจริญภาวนา
จนกระทั้งเห็นดวงธรรมที่ท่าให้เห็นกาย
ในกายต่างๆ เหล่านั้นด้วยธรรมกายจน
ชำนิชำนาญเป็นอย่างดี จะได้อาศัยดวง
ธรรมเหล่านั้นทั้งกรองและกลั่นกาย วาจา
ใจ ให้บริสุทธิ์ยิ่งๆ ขึ้นไป
๔. เมื่อผู้ปฏิบัดมีความชานาญใน
การปฏิบัติทั้ง ๓ ประการเบื้องต้นดีแล้ว
๓
จึงพร้อมจะเห็นอริยสัจทั้ง ๔ ของกายใน
กายเหล่านั้นได้ไปตามลำดับๆ ด้วย
ธรรมกาย (มิใช่ด้วยกายมนุษย์หรือกาย
อื่นๆ)
จากนั้นผู้เข้าถึงธรรมกายขั้นต้น
(ธรรมกายโคตรภู) จะต้องหมั่นซีกเช้า
ฌานด้วยธรรมกาย ตั้งแต่ฌานที่
ด
จนกระทั่งถึงฌานที่ ๔ ไปตามลำดับๆ คือ
อาราธนาธรรมกายโคตรภู ดูกาย
มนุษย์ให้เห็นชัด แล้วดูดวงธรรมที่ทำให้
เป็นกายมนุษย์ซึ่งเป็นดวงสว่าง โด
พอประมาณฟองไข่แดงของไก่ ตั้งอยู่ตรง
ศูนย์กลางของกายมนุษย์นั่นเอง เมื่อเห็น
ได้ถูกส่วน ดวงธรรมของกายมนุษย์ก็จะ
ขยายกว้างออกไปกลายเป็นแผ่นฌาน
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ วา หนา ๑
ใส่เหมือนกระจก แล้วธรรมกายโคตรภูก็
จะประทับนั่งบนแผ่นฌานนั้น ทำได้อย่าง
นี้เรียกว่า ธรรมกายเข้าปฐมฌานหรือฌาน
ที่ ๑
เมื่อเห็นได้ชัดเจนดีแล้วดวงธรรมของ
กายทิพย์ก็จะขยายส่วนออกไป กลาย
เป็นแผ่นฌานที่ ๒ เข้ามารองรับธรรมกาย ร่างกายที่ประกอบด้วย
แล้วแผ่นฌานที่ ๑ ก็เลือนหายไป เมื่อ
ธรรมกายประทับนั่งบนแผ่นฌานที่ ๒ นี้
เรียบร้อยแล้ว เรียกว่า ธรรมกายเข้าฌาน
คืบ ที่ ๒ หรือทุติยฌาน
อาราธนาธรรมกายที่นั่งบน
ปฐมฌาน ดูดวงธรรมที่ศูนย์กลางกายทิพย์
จากนั้นอาราธนาธรรมกายให้ดู ดวง
ธรรมที่ศูนย์กลางของกายรูปพรหม และ
อรูปพรหมไปตามลำดับๆ ก็จะเป็นว่า
ธรรมกาย เข้าฌานที่ ๓ ดติยฌาน และ
ฌานที่ ๔ จตุตถฌานได้
จากนั้นใจของธรรมกายก็น้อมเช้า
เลือดเนื้อของคนเรานี้
เป็นเสมือนเรือนที่
อาศัยชั่วคราว ไม่ช้าก็
แตกพัง ก็ผุทำลายไป
ไม่สมควรอย่างยิ่ง
ที่จะยึดถือว่า
"นี้เป็นตัวตนของเรา"
กัลยาณมิตร ๑๗ ตุลาคม ๒®