ข้อความต้นฉบับในหน้า
๑. กามราคะ
เป็นเหตุท่าให้กำหนัด
ยินดีในวัตถุ
๒. พยาบาท
เป้นเหตุท่าให้ผูกใจ
เจ็บแค้นและพยายาม
แก้แค้น กิเลสทั้ง ๒
ประการนี้เป็นผลให้
สีลัพพดปรามาส คือความถือมั่นใน
ศีลพรต หรือข้อปฏิบัติโดยสักว่าทำ ตามๆ
กันไปอย่างงมงาย เคยมีอยู่มากน้อย เท่า
ไร ก็ละทิ้งไปได้เด็ดขาด เพราะท่าน เป็น
ตัวพระรัตนตรัยเองเช่นนี้แล้ว ไม่ต้องไป
ธรรมกายพระโสดาย่อมเข้าฌานทั้ง
อนุโลมและปฏิโลม ๗ ครั้ง แล้วพิจารณา
อริยสัจ ๔ ในกายทิพย์ (ซึ่งเห็นได้
๗
ยากกว่าอริยสัจในกายมนุษย์) ตามวิธี
การเดียวกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น
แสวงหาความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากศีล เมื่อถูกส่วนเข้าย่อมเห็นอริยสัจ ๔ ใน
พรตใดๆ อีก
เมื่อเห็นและรู้ทันกิเลสทั้ง
๓
ประการ ได้ด้วยดาธรรมกายอย่างชัดเจน
นี้แล้ว ธรรมกายก็ตกศูนย์เป็นดวงใส วัด
ผ่าศูนย์กลางได้ ๕ วา แล้วศูนย์นั้นก็
กลายเป็นธรรมกายขยายขนาดองค์ใหญ่ขึ้น
หน้าตักกว้าง ๕ วา สูง ๕ วา เรียกว่า
ธรรมกายพระโสดา สามารถฆ่ากิเลสทั้ง
ประการคือ ลักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ
สีสัพพตปรามาสได้
พระอริยสงฆ์เป็นพระโสดาบันแล้ว
๓
ย่อมมีความไม่ประมาทเป็นธรรมดา ท่าน
กายทิพย์ได้ชัดเจน รวมทั้งกามราคะและ
พยาบาทซึ่งเป็นกิเลสหยาบอีก ๒ ประการ
ที่ห่อหุ้มใจของมนุษย์และทิพย์อย่างชัดเจน
ว่า
๑.
กามราคะ เป็นเหตุทำให้
กำหนัดยินดีในวัตถุ
๒. พยาบาท เป็นเหตุทำให้ผูกใจ
เจ็บแค้นและพยายามแก้แค้น กิเลสทั้ง ๒
ประการนี้เป็นผลให้ทั้งมนุษย์และเทวดา
ทั้งมนุษย์และเทวดา
นางฟ้าทั้งหลายต่างหมกมุ่นอยู่ในกาม
นางฟ้าทั้งหลายต่าง
และถ้าหากไม่ได้วัตถุกามอย่างใจปรารถนา
ก็จะเคืองแค้นคิดติดตามจองล้างจอง
หมกมุ่นอยู่ในกาม
ย่อมพยายามนึกเข้าฌานให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
ผลาญกัน
ทั้งอนุโลมและปฏิโลม เมื่อท่านชานาญใน
เมื่อตาธรรมกายพระโสดาเห็น
การเข้าฌานในระดับที่สูงขึ้นดีแล้ว จากนั้น
ชัดเจนเช่นนั้นแล้ว ทั้งกามราคะและ
กัลยาณมิตร ๒๐ ตุลาคม ๒๕.*