ข้อความต้นฉบับในหน้า
ค
ำเรียกว่า “รถ” เกิดมีขึ้นได้ เพราะ
ชิ้นส่วนต่างๆ เช่น ดุม ล้อ ตัวถัง
หลังคา เป็นต้น ถูกนำมาตรึงกันเข้าไว้
ด้วยกัน หากว่าแยกชิ้นส่วนเหล่านั้นออก
ไป ความเป็นรถก็หมดไป เหลือแต่ดุมล้อ
ตัวถัง หลังคาฉันใด คำที่สมมติเรียกว่า
“สัตว์” คือ บุคคล ตัวตน เรา เขา ก็เกิด
มีขึ้น เพราะขันธ์ทั้งหลาย ได้แก่รูป เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ ยังดุมติดกันอยู่
เมื่อขันธ์เหล่านี้แยกกันเมื่อไร ค่าเรียกว่า
สัตว์หรือความเป็นสังขารดัวคน เป็นเรา
เป็นเขา ก็หมดไป เหลือแต่รูป เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ ฉันนั้น
ข้อเปรียบเทียบนี้ เป็นการบอกให้
เรารู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่ารถ เรือ ผู้คน
หรือแม้แต่ตัวเรานั้นเป็นเรื่องที่สมมติเรียก
สมมติว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ทั้งนั้น โดย
เนื้อแท้แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่มีตัวตนแท้จริง
ที่สุดของที่สุด รถก็ไม่มี เรือก็ไม่มี เขาก็
ไม่มี เราก็ไม่มี ที่มีอยู่ก็เป็นเรื่องสมมติกัน
ถอดสมมติออกแล้ว ก็ว่างเปล่าหาตัวหา
ตนไม่ได้
ความรู้อย่างนี้ ถ้าเราได้รู้เห็นจริงๆ
และเข้าใจจริงๆ จะทำให้เรารู้เข้าใจ
เรื่องราวของชีวิตหรือสังขารทั้งของ
ตนเองและของผู้อื่นได้อย่างแจ่มแจ้ง
และเมื่อไรได้รู้ได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว
ความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นเขา
หรือเป็นของเราของเขา ก็จะค่อยๆ
บรรเทาเบาบางลงเรื่อยๆ จนหมดไปใน
ที่สุด เมื่อความเป็นเราเป็นเขาหมดไป
ความทุกข์ความเศร้าใจหรือความวิตก
กังวลต่างๆ ก็หมดไป
การที่คนเรายังทำใจไม่ได้ ในเมื่อ
ชีวิตหรือสังขารของตนเปลี่ยนแปรไป
และอดเสียใจไม่ได้ในเมื่อชีวิตสังขารของ
คนหรือสิ่งของที่เรารัก หวงแหน
พลัดพรากจากไป ก็เพราะยังติดสมมตินี้อยู่
ยังทำความเข้าใจเรื่องสมมตินี้ได้ไม่จริง คือ
ยังมีความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งภาษาพระ
เรียกว่ายังมี “อุปาทาน” อยู่
หากหมดความยึดมั่นถือมั่น
หมดความทุกข์ความเสียใจ ดังเช่นเมื่อ
คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเราตายไป หรือ
ของของคนอื่นหายไป เรารู้สึกเฉยๆ ไม่
ทุกข์ร้อนด้วย เพราะว่าอุปาทานในคนใน
ของนั้นไม่มีในตัวเรา เมื่อไม่มีอุปาทาน
ในตัวเรา ในคนหรือในของที่เกี่ยวข้องกับ
เรา ความทุกข์ความเศร้าเสียใจก็จะไม่มี
ตามมา
กฎธรรมดามีอยู่ว่า ยึดถืออะไรไว้
มาก ก็จะมีทุกข์มาก ยึดถืออะไรไว้น้อย
ก็จะมีทุกข์น้อย ไม่ยึดถืออะไรไว้เลย ก็
จะไม่มีทุกข์เลย ท่านจึงสอนไว้ว่า เมื่อไม่
ต้องการจะมีทุกข์ ก็อย่าไปยึดถืออะไรไว้
ที่ยึดถือไว้แล้ว ก็ปล่อยวางลงเสียบ้าง จะ
ได้เบาสบายขึ้น ดังนี้
เบญจขันธ์ของตัวเองก็เป็นภาระที่
หนักและก่อทุกข์ให้มากอยู่แล้ว ยังไป
แบกภาระจากเบญจขันธ์อื่นเข้าไว้อีก
มากมาย แล้วจะไม่ให้มีทุกข์เป็นทวีคูณ
ได้อย่างไรกัน
ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่า
รถ เรือ ผู้คนหรือ
แม้แต่ตัวเรานั้น เป็น
เรื่องที่สมมติเรียก
สมมติว่าเป็นอย่างนั้น
อย่างนี้ทั้งนั้น โดย
เนื้อแท้แล้ว สิ่งเหล่านี้
ไม่มีตัวตนแท้จริง
ที่สุดของที่สุด
รถก็ไม่มี เรือก็ไม่มี
เขาก็ไม่มี เราก็ไม่มี
ที่มีอยู่ก็เป็นเรื่อง
สมมติกัน
กัลยาณมิตร ๕๗ ตุลาคม ๒๕๕๑