ความปีติใจในวันสำคัญ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2541 ฉบับที่ 10 หน้า 39
หน้าที่ 39 / 138

สรุปเนื้อหา

"มีใครยังเก็บก้อนประวัติศาสตร์ไว้บ้างจ๊ะ" เสียงพระเดชพระคุณหลวงพ่อถาม สาธุชนจำนวนหนึ่ง ลุกขึ้นยืนด้วยความภาคภูมิใจ ท่ามกลางความปิติ ชื่นชมของผู้ที่นั่งอยู่ “ใครเก็บถังประวัติศาสตร์ไว้บ้างจ๊ะ” คราวนี้ สาธุชน เกือบทั้งหมดลุกขึ้นบ้างด้วยความยินดี “นั่งลงจ้ะ” สิ้นเสียงพระเดชพระคุณหลวงพ่อ สาธุชนทั้งหลายลงนั่ง แต่นั่นอะไร แ! ทำไมคนกลุ่มนั้นจึง ไม่นั่งลง เสียงถามถันด้วยความสงสัย พร้อมกับนึกต่อไป ว่า ทำไมจึงไม่ยอมนั่ง เหมือนเหตุการณ์จะยุติลง ชั่วครู่..... นั่นคือช่วงต่อระหว่างสองเหตุการณ์ ความปิติที่ เบิกบาน กับความปีติที่แตกต่างกัน....... การแสดงออกที่แผกพวกของ คนกลุ่มนั้น เชื้อเชิญให้ทุกสายตา มองไปยังพวกเขาด้วยความสงสัยใคร่รู้ กระซิบกระซาบถามกันว่าเกิดอะไรขึ้น ....ภวังค์เงียบในยามนั้นสร้างความ อึด

หัวข้อประเด็น

- ความปีติใจในวันสำคัญ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

"มีใครยังเก็บก้อนประวัติศาสตร์ไว้บ้างจ๊ะ" เสียงพระเดชพระคุณหลวงพ่อถาม สาธุชนจำนวนหนึ่ง ลุกขึ้นยืนด้วยความภาคภูมิใจ ท่ามกลางความปิติ ชื่นชมของผู้ที่นั่งอยู่ “ใครเก็บถังประวัติศาสตร์ไว้บ้างจ๊ะ” คราวนี้ สาธุชน เกือบทั้งหมดลุกขึ้นบ้างด้วยความยินดี “นั่งลงจ้ะ” สิ้นเสียงพระเดชพระคุณหลวงพ่อ สาธุชนทั้งหลายลงนั่ง แต่นั่นอะไร แ! ทำไมคนกลุ่มนั้นจึง ไม่นั่งลง เสียงถามถันด้วยความสงสัย พร้อมกับนึกต่อไป ว่า ทำไมจึงไม่ยอมนั่ง เหมือนเหตุการณ์จะยุติลง ชั่วครู่..... นั่นคือช่วงต่อระหว่างสองเหตุการณ์ ความปิติที่ เบิกบาน กับความปีติที่แตกต่างกัน....... การแสดงออกที่แผกพวกของ คนกลุ่มนั้น เชื้อเชิญให้ทุกสายตา มองไปยังพวกเขาด้วยความสงสัยใคร่รู้ กระซิบกระซาบถามกันว่าเกิดอะไรขึ้น ....ภวังค์เงียบในยามนั้นสร้างความ อึดอัดได้พอประมาณ จากคำถาม คะยั้นคะยอที่ไล่เลียงมา ปลุกให้ผู้ก่อ ความฉงนพ้นจากภวังค์ หันมาละลา ละลักบอกกล่าว คำตอบสร้างความ สนเท่ห์ เหมือนๆ จะไม่เชื่อหู แต่ก็อด ที่จะแหงนหน้าขึ้นดูตามคำบอกกล่าว นั้นไม่ได้ บ้างยืนมองนึ่ง แล้วปล่อยให้หยาดน้ำตาเอ่อคลอคลอง นัยน์ตาไหลรินลงมาอย่างเงียบๆ ความรู้สึกมันเต็มตื้น เกินกว่าจะพูดอะไรออกมาได้ เกิดมาก็นานนัก ผ่านโลก มาก็หลายปี เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ไม่ แม้แต่จะเคยคิดว่าจะมีขึ้นมาได้ จึงมีบ้างบางรายที่ถึงกับ ปล่อยเสียงร้องไห้โดยไม่อายใคร บางคนลืมไปว่าไม่เคย รู้จักกันกับคนที่ยืนข้างๆ ต่างฝ่ายต่างโผเข้ากอดกันแล้ว ร้องไห้ด้วยความยินดี บ้างก้มลงกราบลงกับพื้น และอีก หลากอากัปกิริยา แต่สิ่งนั้นล้วนแล้วแต่เป็นอาการของ ความรู้สึกปิติใจทั้งสิ้น สีเหลือง สีม่วง สีชมพู สีฟ้า สีทอง ฯลฯ บางคนบรรยายสีสัน ของเวิ้งฟ้าใกล้ดวงตะวันที่ผัน เปลี่ยนไปสลับ แล้วสีเล่า ราวกับเป็นนักพากย์มืออาชีพ ถามดูภายหลังต่างกล่าวว่า อยากได้ความมั่นใจว่า ไม่ได้ตาฝาดไป สิ่งที่เห็น.... คนอื่นก็เห็นเช่นกัน ....ภาพที่เห็นบนฟากฟ้านั้น อัศจรรย์นักในความ รู้สึก ไฉนเลยดวงตะวันจ้าแสงแต่ก่อนแต่ไร จึงเย็นใส อย่างนั้น เหมือนฉากภาพยนต์ปรากฏบนห้วงฟ้า ดึง ทุกสายตาให้จับจ้องมองการเปลี่ยนแปลงทุกเสี้ยววินาที “บทหนึ่งของชีวิตนักสร้างบารมี" กับอาการที่ สะท้อนถึงความรู้สึกทั้งมวลของทุกคน ปีติใจไร้คำอุปมา รู้เพียงแต่ว่า วันนี้สุขใจ หยาดน้ำตา...ที่ร่วงรินไหลหมื่นล้านคำใดไม่อาจพรรณนา .....หากจะสะท้อนอาการของความรู้สึกเหล่านั้น ออกมาเป็นภาพ ก็คงจะพบกับลีลาที่แตกต่างกัน มีบ้าง บางคนที่ยืนจังก้าแหงนมองฟ้า ตะลึงงันกับภาพที่เห็น เช่นกัน ตนเอง มหัศจรรย์ปรากฏบน แผ่นฟ้า “เห็นอะไรๆ” บางคนไม่ นั่นใจในสิ่งที่ตนเห็น ร้องถาม เพื่อต้องการเพื่อนร่วมทาง “สีเหลือง สีม่วง สีชมพู สีฟ้า สีทอง ฯลฯ" บางคน บรรยายสีสันของเวิ้งฟ้าใกล้ดวง ตะวันที่ผันเปลี่ยนไปสลับสีแล้วสี เล่าราวกับเป็นนักพากย์มืออาชีพ ถามดูภายหลังต่างกล่าวว่าอยาก ได้ความมั่นใจว่า ตนเองไม่ได้ตา ฝาดไป สิ่งที่เห็น....คนอื่นก็เห็น “หลวงพ่อวัดปากน้ำ...เจดีย์ๆ” เสียงร้องบอก อย่างตื่นเต้น “เห็นมั้ยๆ” “เห็นๆ" มีคนขานรับ ราวกับจะแสดงตนเป็น พยานบุคคลให้กับปรากฏการณ์ตรงหน้า ๖ ใช่...บนฟากฟ้าในเย็นวันนั้น ในยามที่ปกติตะวัน ดวงจ้าไม่มีใครสบตาด้วย หากเย็นยาของวันที่ 5 กันยายน ๒๕๔๑ ผู้คนเรือนหมื่น ณ มหาธรรมกายเจดีย์ ต่างมี เส้นรวมสายตาไปที่นั่นได้โดยไม่ต้องหยีตาแม้แต่น้อย เพราะมีแต่ความเย็นตา กับมหัศจรรย์ตะวันแก้ว ตะวัน ที่จ้าแสงแสบตากลับกลายเป็นตะวันแก้วใสแจ๋วแหวว ก๋โลยาณมิตร m@ ตุลาคม เช๕*10
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More